วันอังคารที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2555

วัยรุ่นไทยเมินถุงยาง เชื่อครั้งเดียวไม่ท้อง



กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เดินสายสร้างทัศนคติที่ถูกต้องเกี่ยวกับเพศสัมพันธ์ เพื่อพัฒนาสุขภาพวัยรุ่นและป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร
โดยในวันที่ 22 ส.ค. ได้เดินสายไปที่ รร.มัธยมวัดดุสิตาราม กทม. นพ.สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ รมช.สธ. เปิดเผยว่า การรณรงค์สร้างความรู้ความเข้าใจในเรื่องเพศศึกษาอย่างถูกต้องให้แก่วัยรุ่น เริ่มนำร่องในโรงเรียนที่อยู่ใน กทม.และปริมณฑลก่อน 12 แห่ง ได้แก่ 1.รร.ไทยบริหารธุรกิจ 2.รร.บดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) 2 3.รร.มัธยมวัดดุสิตาราม 4.รร.มัธยมวัดสิงห์ 5.รร.เอสแบคนนทบุรี 6.รร.เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ 7.รร.มัธยมวัดเบญจมบพิตร 8.รร.สามเสนวิทยาลัย 9.รร.ศีลาจารพิพัฒน์ 10.รร.บดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) 11.รร.เอสแบค สะพานใหม่ และ 12.รร.สาธิตเกษตร โดยจะจัดต่อเนื่องไปจนถึงวันที่10 ก.ย.2555 นี้
รมช.สธ.กล่าวต่อว่า จากสถิติในปี 2554 พบว่าวัยรุ่นหญิงของไทยอายุ 10-19 ปี คลอดบุตรจำนวน 131,4000 คน เฉลี่ยชั่วโมงละ 15 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 17 ของหญิงคลอดบุตรทั้งหมดในประเทศ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยการคลอดบุตรในวัยรุ่นระดับโลกที่มีร้อยละ 11 และสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศอื่นในทวีปเอเชีย ที่พบร้อยละ 14 ทั้งหมดนี้ส่วนหนึ่งเกิดมาจากมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการร่วมเพศ คิดว่าการร่วมเพศครั้งเดียวแล้วจะไม่ตั้งครรภ์ การใช้ถุงยางอนามัยจะขัดขวางความรู้สึกทางเพศ โดยร้อยละ 80 เป็นการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์ ทำให้วัยรุ่นตัดสินใจยุติการตั้งครรภ์หรือทำแท้ง ซึ่งเป็นวิธีการที่ไม่ปลอดภัย เสี่ยงอันตรายและอาจเสียชีวิตได้ และยังพบอีกว่ามีวัยรุ่นที่ตั้งครรภ์ติดเชื้อเอชไอวีเพิ่มขึ้นด้วย รวมทั้งกลุ่มวัยรุ่นเป็นกลุ่มที่ติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มากที่สุด ประมาณร้อยละ 30 ของผู้ใช้บริการทั้งหมดด้วย จึงต้องเร่งแก้ไขป้องกันร่วมกันระหว่างหน่วยงาน
"ในการรณรงค์ให้วัยรุ่นไทยมีความรู้เรื่องเพศศึกษาอย่างเหมาะสม มีทัศนคติต่อการมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย ได้จัดทำแผนดำเนินการต่อเนื่อง4 ปี ตั้งแต่ พ.ศ.2555-2559 โดยมีการเสริมสร้างทักษะชีวิต พัฒนาความเข้มแข็งทางจิตใจ ให้ความรู้เพศศึกษา ป้องกันและแก้ไขปัญหาพฤติกรรม รวมทั้งส่งเสริมการดูแลสุขภาพวัยรุ่นและเยาวชนไทย โดยได้จัดตั้งคลินิกจิตสังคมในโรงพยาบาลสังกัดกรมสุขภาพจิต และโรงพยาบาลชุมชน หรือ รพช. ทั่วประเทศ รวมประมาณ 1,000 แห่ง ให้บริการวัยรุ่นทุกเรื่องรวมทั้งให้คำปรึกษาครอบ ครัวที่มีลูกอยู่ในวัยรุ่นด้วยบริการที่เป็นมิตร"
สำหรับกิจกรรมของโครงการนี้ประกอบด้วย เวทีเสวนาให้ความรู้ความเข้าใจเรื่องเพศศึกษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ การตอบคำถามจากดารารับเชิญ บูธกิจกรรม และนิทรรศการสื่อสารความรู้ความเข้าใจเรื่องเพศศึกษาโดยกรมอนามัยกรมควบคุมโรค กรมสุขภาพจิต และกระทรวงวัฒนธรรม การประกวดดนตรีและแต่งเพลงเป็นสื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องเพศหรือ SMART TEEN "love : say play".

นอนเต็มอิ่ม แต่ทำไมยังง่วงล่ะ ?



ยุคที่ต้องใช้กำลังกายและกำลังสมองทำงานอย่างหนักในระหว่างวัน จนเหนื่อยล้าอ่อนแรงไปตามๆ กันพอตกกลางคืนก็อยากจะรีบเข้านอนเพื่อจะได้พักผ่อนออมแรงไว้เผื่อวันรุ่งขึ้นจะได้ตื่นขึ้นมาอย่างสดชื่นแจ่มใส แต่ที่ไหนได้ ขณะที่นั่งทำงานอยู่ดีๆ แต่เอ๊ะ! ทำไมจึงหาวออกมาเสียงฟอดใหญ่ แล้วรู่สึกเพลียมาก เห็นอะไรต่อมิอะไรที่อยู่ตรงหน้ากลายเป็นหมอนใบนุ่มน่าหนุนไปเสียอย่างนั้น ทั้งๆ ที่เมื่อคืนก็รีบเข้านอนตั้งแต่หัวค่ำ เพราะอยากมีสุขภาพดีเหมือนคนอื่นๆ ดูบ้าง ตื่นเช้ามาก็ไม่ค่อยจะสดชื่น แถมรู้สึกง่วงมากกว่าเดิมเสียอีก มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ถ้าอย่างนั้น เรามาหาคำตอบกันดีกว่าค่ะ
อย่าลืมนะคะว่าจิตใจที่แจ่มใสอยู่ในร่างกายที่สมบูรณ์การนอนหลับพักผ่อนอย่าง เพียงพอนั้นมีความสำคัญต่อสุขภาพของเราเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากในขณะที่เรานอนหลับนั้น ระบบต่างๆ ของร่างกายก็จะพักตามไปด้วย การหายใจจะช้าลงอย่างสม่ำเสมอ มีการหลั่งฮอร์โมนช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ แต่ในทางกลับกันหากนอนไม่พอ ร่างกายก็จะอ่อนเพลีย ไม่มีแรง เกิดอาการเวียน ศรีษะ คิดไม่ออก เสี่ยงต่อโรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคอ้วน จากการศึกษาพบว่า การนอนที่เพียงพอทำให้คุณรับประทานอาหารลดลง ลดความอยากรับประทานลงอีกด้วย แต่ในขณะเดียวกันการนอนหลับที่ไม่มีคุณภาพก็อาจจะทำให้รู้สึกเหมือนไม่ได้ พักผ่อน และก็ทำให้อยากอาหารมากกว่าปกติ ซึ่งอาจเกิดจากหลากหลายสาเหตุ เช่น
- มีเรื่องไม่สบายใจ เครียดกังวลจนทำให้สมองรู้สึกเครียดอยู่ตลอดเวลาโดยไม่รู้ตัว
- เกิดลมในช่องท้องมากเกินไป ทำให้การไหลเวียนเลือดต่ำ และรวมถึงมีอาการท้องผูก ทำให้รู้สึกอึดอัดไม่สบายตัว
- ภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ (Sleep apnea) เป็นภาวะความผิดปกติอย่างหนึ่งของการหายใจที่เกิดขึ้นในระหว่างการนอนหลับมี อันตราย และทำให้เกิดความผิดปกดติอื่นจน ถึงเสียชีวิตได้ พบภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับได้บ่อยครั้งในคนอ้วน เพศชาย ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยที่มีโรคความดันเลือดสูงจะทำให้สะดุ้งตื่นขึ้นมาบ่อย ในระหว่างนอนหลับ รู้ตัวบ้าง ไม่รู้ตัวบ้าง เพื่อหายใจ ทำให้เรารู้สึกเหมือนไม่ได้นอน
- ภายในห้องอาจจะมีเสียงรบกวนอยู่ตลอดเวลาโดยที่เราไม่รู้ตัว เช่น เสียงหยดน้ำ เสียงเครื่องปั๊มน้ำ เสียงแอร์ที่ดังเกินไป เสียงพัดลม เสียงเข็มนาฬิกาเดิน เป็นต้น เสียงเหล่านี้อาจจะแทนกเข้าไปในความรู้สึกและคลื่นสมองของเราระหว่างนอนได้ ทำให้รบกวนการนอน และนอนไม่เต็มอิ่ม มานอนหลับพักกายใจอย่างมีคุณภาพกันเถอะ
- บุหรี่ สุรา ชา กาแฟ เครื่องดื่มคาเฟอีนต่างๆ งดและลืมไปได้เลย อย่างน้อยๆ ก็ 6 ชั่วโมงก่อนเข้านอน เนื่องจากเครื่องดื่มเหล่านี้กระตุ้นสมองและทำให้ปัสสาวะบ่อย จนรบกวนการนอนได้ แถมไม่ดีต่อสุขภาพอีกต่างหาก
- เข้านอน และตื่นนอนให้ตรงเวลาทุกวันจนเคยชิน แรกๆ ก็อาจจะไม่คุ้นเคย แต่รับรองว่าเมื่อบ่อยครั้งเข้าจะชินไปเอง
- จัดระเบียบการใช้ชีวิตให้ดีๆ สะสางปัญหาการงานที่คั่งค้าง และวิธีการแก้ไข เพื่อความสบายใจ และนอนหลับง่าย
- ออกกำลังกายก่อนหน้าที่จะเข้านอนอย่างน้อย 2 – 3 ชั่วโมง จะช่วยให้นอนหลับสนิทมากขึ้น
- จัดห้องนอนให้สะอาด น่านอนไม่มีแสงรบกวน หมั่นทำความสะอาดเครื่องนอนอยู่เสมอ เอาไปตากแดดจัดๆ ป้องกันไรฝุ่น หาหมองที่พอดีกับต้นคอ เพื่อช่วยให้นอนหลังสนิท ไม่ปวดต้นคอและหลังจะช่วยให้ผ่อนคลายมากขึ้น
- สวดมนต์ หรือนั่งพักผ่อนสบายๆ สักพักก่อนนอน เพื่อให้สมองคลายกังวลจากเรื่องเครียดๆ อาจจะฟังเพลงเพราะๆ สูดอากาศที่บริสุทธ์ หรือดมน้ำมันหอมระเหยกลิ่นที่ชอบ
- ดื่มน้ำอุ่น หรือนมอุ่นก่อนนอนจะช่วยในการนอนหลับ เพราะกรดอะมิโนทริปโตฟานทำให้ง่วงนอนได้ หลีกเลี่ยงการดูดหรือฟังเรื่องตื่นเต้น น่ากลัว เพราะจะกระตุ้นให้เราไม่หลับ

ไอศกรีม(ไม่)จี๊ด..ขึ้นหัว


บางคนเวลากินของเย็นมากๆ อาจจะรู้สึกเสียวฟัน ขนลุก และหลายคนคงจะเคยมีอาการ "จี๊ด" ขึ้นสมอง ถึงขนาดปวดหัวตุบๆ เลยทีเดียวเมื่อรับประทานไอศกรีม

ไอศกรีม(ไม่)จี๊ด..ขึ้นหัว

อาการแบบนี้ไม่ได้หมายความว่าคุณป่วยหรอกนะ แต่คุณหมอบอกว่า เป็นเพราะเส้นเลือดบริเวณเพดานปากของคนเรานั้นแสดงปฏิกิริยาป้องกันโดยอัตโนมัติ ไม่ให้ความร้อนออกจากร่างกายส่งผลกระทบไปยังสมอง ดังนั้นต่อไปถ้ากินไอศกรีมแล้วไม่อยากเกิดอาการนี้คุณหมอแนะว่า ให้ค่อยๆ และเล็มไอศกรีมให้ละลายบนลิ้นก่อน หรือถ้าใครเกิดลืมแล้วปวดหัวจี๊ดขึ้นมาก็ลองเอาลิ้นดันที่เพดานปากสักพักค่ะ

5 เคล็ดลับ…สวยจากภายใน


เชื่อว่าผู้หญิงทุกคนฝันอยากมีหุ่นสวย สุขภาพดี หลายคนคิดได้เพียงแค่การเริ่มต้นลดน้ำหนัก หากลดน้ำหนักมากจนเกินไปอาจจะหุ่นสวยแต่สุขภาพไม่ดี แต่จะทำอย่างไรให้หุ่นสวยและดีจากภายในสู่ภายนอก

5 เคล็ดลับ…สวยจากภายใน

นอน งงไหมล่ะคะ ว่าการนอนจะทำให้เราหุ่นดีขึ้นได้อย่างไร เพราะทุกครั้งที่เรายังไม่นอน ร่างกายไม่สามารถหยั่งรู้ได้ว่าคุณกำลังทำอะไร แต่ร่างกายจะบอกเพียงแค่ว่า คุณกำลังเครียด และรู้สึกว่าร่างกายของตนเองกำลังอยู่ในภาวะอันตราย ดังนั้นเมื่อทุกครั้งที่คุณนอนไม่หลับ ระบบในร่างกายจะหลั่งสารคอติโซนออกมาอย่างอัตโนมัติ เพื่อเป็นการเก็บไขมันสะสมไว้เป็นเสบียง เหตุที่ร่างกายต้องนอนให้ครบทั้ง 8 ชั่วโมง เพื่อร่างกายจะหลั่งโกรทฮอร์โมนออกมา ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่จะช่วยในการเผาผลาญไขมันและซ่อมแซมร่างกาย

การทำอะไรเพลิน ๆ จนลืมตัว อาการที่คุณทำจะคิดว่าเริ่มรำคาญ ไม่รู้ตัวว่าตัวเองทำท่าทางเหล่านั้นตอนไหน เช่น กระดิกเท้า หมุนปากกา เขย่าขา เหล่านี้ช่วยเผลาผลาญไขมันได้ เพราะเคยมีการวิจัยออกมาว่าอาการเหล่านี้ถูกทำออกมาจากจิตใต้สำนึกที่ไม่รู้ตัว จะช่วยเผาผลาญไขมันได้ แม้จะเป็นกิริยาที่ออกแรงเบา ๆ แต่การกระทำนี้ถ้ารวมกันเป็นปี จะช่วยให้คุณลดไขมันได้เป็นพันแคลอรี่

หัวเราะ ก็ช่วยให้คุณหุ่นดีได้ เพราะการหัวเราะจะนำสารแห่งความสุข ทำให้ร่างกายหลั่งสารคอติโซนออกมาน้อย ทำให้ไม่มีการเก็บสะสมไขมัน ที่สำคัญอย่าเครียด อาการเครียดจะส่งผลให้คุณกิน กิน กิน เพื่อให้ตนเองรู้สึกดีขึ้น

ดูโทรทัศน์ให้น้อยลง และออกไปทำกิจกรรมอื่น ๆ ให้มากขึ้น หรือการยืนให้มาก ไม่ว่าจะทำกิจกรรมอะไรที่เปลี่ยนจากการนั่ง เป็นการยืนให้ได้มากที่สุด จะทำให้คุณได้ออกแรงช่วยให้กล้ามเนื้อแข็งแรงและสามารถเผาผลาญได้ดีขึ้น เลี่ยงการกินหน้าจอทีวีโดยเด็ดขาด เพราะการกินหน้าจอจะทำให้คุณกินเพลิน จนทำให้ร่างกายสะสมไขมันส่วนเกินมากเกินไป

นั่งสมาธิ หายใจลึก ๆ การหายใจเป็นการสูดออกซิเจนเข้าไปมากขึ้น เมื่อร่างกายได้รับออกซิเจนเข้าไปจะช่วยเผาผลาญและยังช่วยให้อวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายทำงานได้ดีขึ้น


ที่มา : http://www.thaihealth.or.th/healthcontent/healthtips/30255

ฉีดกลูต้าไธโอนระวังอาจถึงตาย


ฉีดกลูต้าไธโอนระวังตายถ้าได้รับในปริมาณมากๆ ที่ปรึกษารมว.สธ.เผย พบหลายยี่ห้อไม่ขอ อย. เตือนสาวๆ ให้ระวังเป็นอันตรายแก่ ตับและไต ด้านดส.รวบ พยาบาลสาว-ผู้ช่วยพยาบาลหนุ่ม รับจ๊อบฉีดกลูต้าไธโอน วิตามินซีน้ำ ให้หน้า-ตัวขาว สไตล์เกาหลี เผยหัวใส จัดโปรโมชั่นพิเศษรับบริการนอกสถานที่  พร้อมรับส่วนลดสุดๆ หลังจนมุมอ้างเอาไว้ใช้เอง

ฉีดกลูต้าไธโอนระวังอาจถึงตาย

วันที่ 3 ก.ย. พ.ต.อ.วิวัฒน์ คำชำนาญ ผกก.กองกำกับการสวัสดิภาพเด็กและสตรี กก.ดส.บชน. พ.ต.ท.สุทิน สวนดอกไม้ รอง ผกก. พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ จับกุมตัว น.ส.สิรินันท์ สารถ้อย อายุ 27 ปี พยาบาลรพ.แห่งหนึ่ง พร้อมยากลูต้าไธโอน (ยาฉีดหน้าขาว) ที่วัยรุ่นกำลังนิยมกันหลายสิบหลอด พร้อมเข็มฉีดยา และวิตามินซีแบบน้ำกว่า 20 ขวด นอกจากนั้นยังมียาฉีดยังไม่ทราบสรรพคุณที่นำเข้ามาจากประเทศญี่ปุ่นและไม่ผ่าน อย. อีกหลายหลอด จับกุมได้ที่บริเวณลานจอดรถชั้น 5 เซ็นทรัล พระราม 9 แขวงและเขตห้วยขวาง จุดที่สอง พ.ต.ท.กรีติศักดิ์ ก้องเกียรติศิริสว.งานสงเคราะห์และคุ้มครอง พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ กก.ดส.อีกส่วน เข้าจับกุม นายฐิติพัทธ์ เพชรทอง อายุ 23 ปี ผู้ช่วยพยาบาลแห่งหนึ่ง ภายในห้องเลขที่ 501 ทิพย์วัลย์แมนชั่น ซอยลาดพร้าว 132 แขวงและเขตบางกะปิ พร้อมด้วยของกลางยาฉีดกลูต้าไธโอน และยาฉีดบำรุงผิวอีกหลายยี่ห้อ น้ำเกลือขวดเล็ก เข็มฉีดยา 7 กล่อง

พ.ต.อ.วิวัฒน์ กล่าวว่า ได้รับการร้องเรียนว่ามีการโฆษณารับฉีดให้หน้าขาว ตามเว็บไซต์ต่างๆ จำนวนมากและยังมีบริการรับฉีดนอกสถานที่ โดยใช้รถไปให้บริการตามสถานที่ต่างๆ แล้วแต่ลูกค้านัดหมาย ส่วนมากจะเป็นลานจอดรถของห้างสรรพสินค้าต่างๆ จึงได้ส่งสายลับติดต่อให้มาฉีดให้ที่ลานจอดรถห้างเซ็นทรัลในราคา 4,000 บาท กระทั่งได้เวลานัดหมาย น.ส.สิรินันท์ ผู้ต้องหาขับรถมาจอดจึงแสดงตัวเข้าจับกุมพร้อมตรวจค้นพบยาอยู่ในรถจำนวนมาก ส่วนอีกรายหากไปฉีดที่ห้องเองจะได้ส่วนลดจ่ายเพียง 3,000 บาท ทั้งนี้จะนำตัวไปสอบสวนแหล่งที่ไปซื้อยามาจำหน่าย เบื้องต้นดำเนินคดีข้อหา ไม่ทำการรักษาพยาบาลในสถานที่พยาบาลและไม่มีใบประกอบวิชาชีพ และใช้ยาที่ไม่ผ่านการอนุญาตของ อย. ก่อนส่งตัวให้ท้องที่ดำเนินคดี

ด้าน นายพสิษฐ์ ศักดาณรงค์ ประธานที่ปรึกษารมว.กระทรวงสาธารณสุข ได้เดินทางมาตรวจสอบพร้อมเปิดเผยว่า จากการตรวจสอบยาที่พบในวันนี้เป็นยาฉีดกลูต้าไธโอนและวิตามินซีหลายยี่ห้อที่ไม่ขออนุญาตจากองค์การอาหารและยา และจะต้องนำยาทั้งหมดไปตรวจสอบว่ามีสารต้องห้ามหรือไม่ที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และตรวจสอบใบประกอบโรคศิลปะ จากการสอบถามผู้ต้องหาทั้งสองรายทราบว่าทำงานเป็นพยาบาลไม่ขอเปิดเผยชื่ออ้างว่าเอามาไว้ฉีดเอง แต่ในครั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขออกกวดขันจับกุมอย่างจริงจัง ทั้งผู้จำหน่ายตามเว็บไซต์และที่รับฉีดเองนอกสถานที่แบบรายนี้ ขอเตือนผู้ที่นิยมฉีดสารหน้าขาวนี้ให้ระวังอันตราย เพราะสารกลูต้าไธโอนไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ในการทำศัลยกรรม เป็นสารที่มีอันตรายเมื่อรับเข้าไปจะทำอันตรายแก่ตับและไต ถ้าได้รับในปริมาณมากๆ อาจถึงแก่ชีวิตได้

ที่มา : http://www.thaihealth.or.th/healthcontent/news/30309

อย.เตือนใช้ทินท์ไม่ได้มาตรฐาน เสี่ยงแพ้ - ปากบวม


อย.เตือนวัยรุ่นสาวไทยนิยมใช้ทินท์ทาปากราคาถูก ไม่ได้มาตรฐาน เสี่ยงทำให้เกิดอาการแพ้ ปากบวมได้

อย.เตือนวัยรุ่นสาวไทยนิยมใช้ทินท์ทาปากราคาถูก ไม่ได้มาตรฐาน เสี่ยงทำให้เกิดอาการแพ้ ปากบวมได้

นพ.นรังสันต์ พีรกิจ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) เผยเป็นห่วงวัยรุ่นสาวในปัจจุบันที่นิยมนำ "ทินท์" หรือเครื่องสำอางทาริมฝีปากที่มีลักษณะเป็นน้ำใสสีแดง มาทาด้านในของริมฝีปาก เพื่อทำให้ริมฝีปากเป็นสีชมพูระเรื่อ แลดูมีสุขภาพ อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้หากใช้สินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งพบว่าในกลุ่มวัยรุ่นดังกล่าวนิยมซื้อทินท์จากตามตลาดนัด แผงลอย เพราะมีราคาไม่แพง และมีให้เลือกมากมายหลายระดับความเข้มของสี จึงอาจเป็นไปได้ที่จะมีการลักลอบนำผลิตภัณฑ์ทินท์ที่ไม่ได้มาตรฐาน ใช้สีต้องห้าม มาจำหน่าย มีความเสี่ยงสูงที่จะทำให้ผู้ใช้ได้รับอันตรายจากการกลืน หรือกินโลหะหนักที่ปนเปื้อนอยู่ในสี อาทิ ตะกั่ว ปรอท แคดเมียม เข้าไป ซึ่งจะก่อให้เกิดอาการระคายเคืองอย่างรุนแรง มีอาการตั้งแต่คลื่นไส้ อาเจียน ตาพร่ามัว หรือทำให้ริมฝีปากปวดแสบปวดร้อน คัน เห่อแดง บวม และลอกเป็นขุยได้

ทั้งนี้ อย.ได้เตือนให้ผู้บริโภคสังเกตและอ่านฉลากผลิตภัณฑ์ก่อนตัดสินใจซื้อ โดยฉลากจะต้องแสดงชื่อการค้า ชื่อเครื่องสำอาง ประเภทหรือชนิดของเครื่องสำอาง ชื่อของสารทุกชนิดที่ใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตเครื่องสำอาง วิธีใช้เครื่องสำอาง ชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิตหรือผู้นำเข้า และชื่อผู้ผลิต และประเทศที่ผลิตกรณีเป็นเครื่องสำอางนำเข้า ปริมาณสุทธิ เลขที่แสดงครั้งที่ผลิต วันที่ที่ผลิต วันหมดอายุในกรณีที่เครื่องสำอางมีอายุการใช้น้อยกว่า 30 เดือน คำเตือน (ถ้ามี) และที่สำคัญต้องแสดงเลขที่ใบรับแจ้งบนฉลากหรือกล่องผลิตภัณฑ์ด้วย

ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบข้อมูลผลิตภัณฑ์ทินท์ได้ที่ เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาwww.fda.moph.go.th หรือสายด่วน อย. โทร. 1556.


ที่มา : http://www.thaihealth.or.th/healthcontent/news/30261

"กินเนสส์บุ๊ก"บันทึกสถิตินวดไทย


ไทยแลนด์ เมดิคัลฮับ ทำ "กินเนสส์บุ๊ก"บันทึกสถิตินวดไทย

"กินเนสส์บุ๊ก"บันทึกสถิตินวดไทย

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 30 ส.ค. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงานมหกรรม Thailand Medical Hub Expo 2012 ศูนย์สุขภาพนานาชาติ ที่อาคารชาลเลนเจอร์ 2-3 อิมแพคเมืองทองธานี เพื่อประกาศชูไทยพร้อมเป็นผู้นำสุขภาพระดับโลกทั้งบุคลากร เทคโนโลยี และคุณภาพบริการทางการแพทย์แผนปัจจุบันและแผนไทย เนื่องจากโรงพยาบาลของไทยได้รับการรับรองมาตรฐานระดับนานาชาติเป็นอันดับ 1 ในเอเชีย และมีสปาไทย 33 แห่ง อยู่ในระดับโลก คาดว่า 5 ปีข้างหน้าบริการทางการแพทย์จะสร้างเม็ดเงินให้ไทยสูงถึง 8 แสนล้านบาท

น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า ขณะนี้ไทยมีบุคลาการที่เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ทั้งด้านโรคหัวใจ ศัลยกรรม และโรงพยาบาลก็มีเครื่องมือที่ทันสมัยเป็นที่ยอมรับของนานาชาติ ประกอบกับการบริการที่ดีมีน้ำใจของคนไทยทำให้การท่องเที่ยวด้านสุขภาพสร้างรายได้ให้กับประเทศแสนล้านบาท โดยรัฐบาลตั้งเป้าภายใน 5 ปีข้างหน้า จะทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางด้านการแพทย์

นายวิทยา บุรณศิริ รมว.สาธารณสุข กล่าวว่า สำหรับแผนยุทธศาสตร์เมดิคัลฮับ จะมี 4 ด้าน ได้แก่ 1 การบริการการรักษาพยาบาล 2 บริการการส่งเสริมสุขภาพ 3 บริการการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก 4 ผลิตภัณฑ์สุขภาพและสมุนไพรไทยให้ได้มาตรฐานจีเอ็มพี โดยปัจจุบันโรงพยาบาลเอกชนของไทย ผ่านการรับรองมาตรฐานเจซีไอ ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ 22 แห่ง ถือว่ามากที่สุดในเอเชีย ทำให้ประเทศไทยได้เปรียบประเทศอื่น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายในงานมีการทำลายสถิติโลกบันทึกลงกินเนสส์บุ๊ก โดยประเทศไทยได้รับมอบประกาศนียบัตร "นวดพร้อมกันมากที่สุดในโลก (The most people being massaged at the same time)" จำนวน 641 คู่ จำนวน 19 ท่า โดยใช้เวลานวดต่อเนื่อง 12 นาที อย่างสมบูรณ์แบบตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า โดยหมอนวดไทยที่ได้ผ่านการอบรมจากหลักสูตรที่ได้รับการรับรองจากกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ทั้งนี้จากสถิติเดิม 263 คู่ ที่ทำไว้เมื่อวันที่ 30 มี.ค.2553 ที่ประเทศออสเตรเลีย

ที่มา : http://www.thaihealth.or.th/healthcontent/news/30263