วันอังคารที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2555

ผลวิจัยนานาชาติพบ "ความอ้วน" ต้นเหตุก่อมะเร็ง-เสี่ยงตายก่อนวัย


นายวิทยา บุรณศิริ รมว.กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า รัฐบาล มีนโยบายเร่งสร้างหลักประกันสุขภาพให้ประชาชนไทย ได้รับบริการที่มีคุณภาพมาตรฐานเท่าเทียมกันทุกสิทธิ หัวใจสำคัญ คือ การป้องกันไม่ให้ประชาชนเจ็บป่วย ซึ่งแสดงถึงการมีระบบสุขภาพที่มั่นคง ยังไม่มีประเทศใดทำได้สำเร็จ การป้องกันโรคติดเชื้อหรือโรคติดต่อบางโรคมีวัคซีนป้องกัน เช่น ไข้หวัดใหญ่ โรคโปลิโอ แต่ในโรคที่ไม่ติดต่อซึ่งเป็นสาเหตุการป่วยของคนไทยป่วยกันมากที่สุดในขณะนี้ 5 โรค ได้แก่ เบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจขาดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง และมะเร็ง ยังไม่มีวัคซีนป้องกัน ต้องอาศัยการปลูกฝังพฤติกรรมให้ประชาชนปฏิบัติด้วยตนเอง ทั้งการออกกำลังกาย การกินอาหาร ทั้ง 2 เรื่องนี้ หากไม่สมดุลจะทำให้เกิดโรคอ้วน และก่อให้เกิดโรคอื่นตามมาได้อีกจำนวนมาก
นอกจากนี้ ผลวิจัยองค์การวิจัยโรคมะเร็งนานาชาติ (International Agency Of Research On Cancer หรือ IARC) ได้วิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับโรคอ้วนกับความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งพบว่า ความอ้วน เป็นสาเหตุการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ ร้อยละ 11 เกิดมะเร็งเต้านมในวัยหมดประจำเดือนร้อยละ 9 มะเร็งปากมดลูก ร้อยละ 39 มะเร็งที่ไต ร้อยละ 25 และมะเร็งหลอดอาหาร ร้อยละ 37
ซึ่งตรงกับรายงานของสถาบันวิจัยมะเร็งแห่งอเมริกา และมูลนิธิวิจัยโรคมะเร็งโลก รายงานว่า ความอ้วนเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคมะเร็งที่อวัยวะหลายส่วน ได้แก่ หลอดอาหาร ตับอ่อน ลำไส้ เต้านมในวัยหมดประจำเดือน มดลูก และไต นอกจากนั้นยังมีการศึกษาพบว่าคนอ้วนจะเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมากที่รุนแรงด้วย โดยประมาณการว่า ร้อยละ 20 ของโรคมะเร็งทั้งหมด มีสาเหตุเกิดจากโรคอ้วน ซึ่งผลการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยครั้งที่ 4 ในปี 2552 โดยสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข พบว่า คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป มีภาวะอ้วนเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 27 ในปี 2547 เป็นร้อยละ 35 ในปี 2552 โดยโรคอ้วนยังเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดภาวะพิการ และการตายก่อนวัยอันควร


ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

หมอแนะกินผักออกกำลังลดตายมะเร็งเต้านม


กรมอนามัยเตือนภัยสตรีพบมะเร็งเต้านมอันตรายอัตราการตายมากกว่ามะเร็งปากมดลูกแนะกินผักออกกำลัง
นพ.สมยศ ดีรัศมี อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า แม้มะเร็งเต้านมจะพบน้อยกว่ามะเร็งปากมดลูก แต่อัตราการเสียชีวิตจะมากกว่า การเป็นมะเร็งเต้านมจะไม่รู้ล่วงหน้าและไม่มีอาการบ่งบอก สาเหตุโดยตรงที่ทำให้เกิดมะเร็งเต้านมยังไม่ทราบแน่ชัด แต่ประมาณร้อยละ 25 ของผู้ป่วยพบว่ามีปัจจัยเสี่ยงหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็งเต้านม คือ กลุ่มคนที่มีประจำเดือนครั้งแรกเมื่ออายุยังน้อย หรือหมดประจำเดือนเมื่ออายุมาก ขาดการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ประวัติครอบครัวมีญาติพี่น้องสายตรงเป็นมะเร็งเต้านม การรับประทานอาหารไขมันมาก การดื่มเหล้า เป็นต้น
ส่วนอีกร้อยละ 75 ของผู้ป่วยยังไม่รู้สาเหตุแน่ชัดว่าเกี่ยวกับอะไร ประมาณว่าในช่วงชีวิตของผู้หญิง 1 ใน 10 คน จะมีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านมได้และมักพบในสตรีอายุ 40 ปี ขึ้นไปแต่ในสตรีอายุ 20–30 ปี ก็พบได้บ่อยเช่นกัน ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมาพบแพทย์ด้วยอาการ มีก้อน และแผลที่เต้านม หรือมีเลือดหรือน้ำเหลืองไหลจากหัวนม ซึ่งจะมีการลุกลามและแพร่กระจายไปแล้วประมาณร้อยละ 56
สำหรับการป้องกันมะเร็งเต้านมคือ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รับประทานผักและผลไม้ให้มากขึ้น ลดอาหารไขมัน แต่ที่ดีที่สุดคือการตรวจพบให้เร็วที่สุดตั้งแต่ระยะเริ่มแรก เพราะสามารถรักษาโรคให้หายขาดได้ ทำได้ 3 วิธีคือ 1) การตรวจเต้านมด้วยตนเอง และ2)การตรวจเต้านมโดยแพทย์ 3) การตรวจด้วยเครื่องเอ็กซเรย์เต้านม (Mammography)

22 ก.ย.วันรณรงค์โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวโลก


ชมรมโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวฯ เผยสถิติผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรังทั่วโลกมีประมาณ 1-2 รายต่อประชากร 1 แสนคน  เตรียมจัดวันรณรงค์โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวโลก 22 ก.ย.นี้

22 ก.ย.วันรณรงค์โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวโลก

ศ.พญ.แสงสุรีย์ จูฑา ประธานชมรมโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรังแบบมัยอีลอยด์แห่งประเทศไทย (Thai CML Working Group) เปิดเผยว่า ในปี 2555 นี้ ทางชมรมฯ ได้ร่วมกับกลุ่มตัวแทนผู้ป่วยภายใต้ Thai CML Patient Group ให้ความรู้เรื่องโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว CML และประชาสัมพันธ์งาน "วันโรคมะเร็ง เม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรังแบบมัยอีลอยด์แห่งโลก"หรือ World Awareness Day 2012 อย่างเป็นทางการในประเทศไทย เพื่อให้สอดคล้องกับกลุ่มผู้ป่วย CML ทั่วโลก ที่กำหนด ให้วันที่ 22 กันยายนของทุกปี เป็นวันแห่งการรณรงค์โรค CML โดยทางชมรมจะจัดงานขึ้น ในวันที่ 22 กันยายนนี้ เวลา 10.00-11.30 น. ณ ห้องประชุมอรรถสิทธิ์ เวชชาชีวะ ชั้น 5 อาคารศูนย์การแพทย์สิริกิติ์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

ทั้งนี้ โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรังแบบมัยอีลอยด์ ทางการแพทย์ยังไม่ทราบถึงสาเหตุที่แน่ชัด และไม่ได้เป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม ซึ่งจากสถิติผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรัง หรือ CML ทั่วโลกมีประมาณ 1-2 รายต่อประชากร 1 แสนคน โดยโรคนี้จะมีการสร้างเม็ดเลือดขาวที่สูงผิดปกติ โดยสามารถทราบได้จากการตรวจสุขภาพทั่วไป สำหรับอาการที่พบได้แก่ อ่อนเพลีย ไม่มีแรง น้ำหนักลด คลำเจอก้อนที่ชายโครงซ้าย หรือผู้ป่วยบางรายอาจจะไม่มีอาการผิดปกติใดๆ 

9 อุปนิสัยที่ทำให้เลิกเหล้าได้สำเร็จ


อุปนิสัย คือ แบบแผนพฤติกรรมที่เกิดขึ้นซ้ำๆ จนเคยชิน อุปนิสัยที่ดีมีส่วนเสริมให้ผู้ป่วยประสบความสำเร็จ มีความสุข และมั่นคงทางจิตใจ อุปนิสัยเป็นสิ่งที่เรียนรู้ได้ บ่มเพาะให้มากขึ้นได้ โดยการประพฤติปฏิบัติบ่อยๆ จนเกิดความเคยชิน อุปนิสัยที่พึงประสงค์และเอื้อต่อการประสบความสำเร็จในการเลิกสุรา มีดังนี้
อุปนิสัยยอมรับความจริง
การยอมรับความจริงว่าเรามีปัญหาชีวิต  จิตใจก็จะสงบลง เป็นการเปิดโอกาสให้เราได้พิจารณาปัญหาอย่างที่มันเป็นจริง  ก็ทำให้เรามีโอกาสเห็นทางออกของการแก้ปัญหาได้มากขึ้น
อุปนิสัยสตินิยม
ชีวิตที่ผ่านมา เรามักปล่อยให้อารมณ์และความอยากครอบงำ ทำอะไรไปตามอารมณ์และความอยาก เราจะสุขได้ก็ต้องทุกข์ก่อน จึงเรียกได้ว่า มีชีวิตที่ติดลบ แต่หากชีวิตเรามีสตินำ อยู่กับปัจจุบัน  รู้เท่าทันอารมณ์และความอยาก จิตเป็นอิสระและสงบ มีความสุขที่เกิดขึ้น ก็เรียกได้ว่า มีชีวิตที่เป็นบวก ความคิดและการกระทำก็เป็นเหตุผล
อุปนิสัยซื่อสัตย์เปิดเผยความจริง
การกระทำความผิดทำให้คนเราปิดบังซ่อนเร้น พูดไม่จริงเพื่อเอาตัวรอด ส่วนลึกในจิตใจก็ไม่เคารพนับถือตนเองที่ได้ทำผิดไป และไม่ซื่อสัตย์ การที่คนเรามีความซื่อสัตย์ เปิดเผยความจริง กล้ายอมรับผิด โดยเฉพาะกับคนใกล้ชิดที่จริงใจ และพร้อมที่จะช่วยเหลือเรา ก็จะเอื้อต่อการแก้ปัญหาต่อไป
อุปนิสัยกล้าคิดและกล้าทำ
ช่วยทำให้เราประสบความสำเร็จ มีความรับผิดชอบในตนเอง เกิดความภาคภูมิใจ และมีความเชื่อมั่นว่าเราทำได้ เราอาจเริ่มต้นจากการใช้ปัญญาพิจารณาถึงเป้าหมายในชีวิตที่ดีงามก่อน มองหาหนทางปฏิบัติ และลงมือทำ เรียนรู้จากข้อผิดพลาด  พร้อมกับให้กำลังใจตนเองเมื่อทำได้
อุปนิสัยเป็นคนมีอารมณ์ขัน
การมีอารมณ์ขันช่วยให้เรามีมุมมองที่แตกต่างออกไป โดยเฉพาะพฤติกรรมบางอย่างของตนเอง ทำให้เรายอมรับตนเองได้มากขึ้น ว่าเราเองก็ไม่ได้เก่ง ไม่ได้ดีไปทุกๆ เรื่อง บางอย่างก็ดูตลกขบขัน อารมณ์ขันยังช่วยให้เราผ่อนคลายในสถานการณ์ที่ตึงเครียดได้ ช่วยให้เรามีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น
อุปนิสัยแห่งการให้อภัย
การสะสมความโกรธเครียดแค้น ไม่เป็นประโยชน์ต่อจิตใจเลย การละวางจากอารมณ์โกรธ แล้วให้อภัยแก่ผู้ที่กระทำไม่ดีกับคุณ แถมยังแผ่เมตตาให้อีก จิตใจของคุณก็จะกลับเป็นสุขอย่างมหัศจรรย์ ที่สุดของการให้อภัย ก็คือ การให้อภัยตนเอง เป็นการยอมรับตนเองได้ว่าเราก็ไม่ได้ดีสมบูรณ์ไปทุกๆอย่าง สามารถกระทำผิดได้เช่นเดียวกับคนอื่นๆ
อุปนิสัยชอบเข้าหากัลยาณมิตร
ในการแก้ปัญหา บางครั้งเราไม่สามารถแก้มันได้เพียงลำพัง เราอาจต้องอาศัยปัญญาของผู้อื่นช่วยชี้นำทาง ที่สำคัญเราควรพิจารณาดูว่าผู้ใดสามารถเป็นกัลยาณมิตรในเรื่องต่างๆของเราได้
อุปนิสัยเป็นคนที่รับผิดชอบ
การโทษสิ่งอื่นว่าเป็นสาเหตุของปัญหา เป็นอุปสรรคต่อการเลิกสุรา การที่เรารับผิดชอบต่อพฤติกรรมของตัวเราเอง โดยยอมรับว่าเราเป็นผู้กระทำมันเอง หากกระทำผิดก็ยอมรับว่าผิด และขอโทษผู้อื่นอย่างจริงใจ จิตใจเราก็จะสบายขึ้น เกิดความเคารพนับถือตนเอง มีความระมัดระวังในการกระทำของตนเองมากขึ้น อีกทั้งคนอื่นก็เกิดความเชื่อมั่นในตัวเราว่าเรามีความจริงใจในการแก้ปัญหา โอกาสประสบความสำเร็จก็มีมากกว่า
อุปนิสัยห่วงใยใส่ใจในสุขภาพของตนเอง
ร่างกายเป็นที่ตั้งของจิตใจ หากร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ ก็ส่งผลให้จิตใจสมบูรณ์ การทำนุบำรุงสุขภาพตนเองสามารถกระทำได้โดยการหมั่นหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ การออกกำลังกาย การเล่นกีฬา การรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ การหลีกเลี่ยงสุรายาเสพติด
หากมีปัญหาหรือข้อสงสัย โทรมาคุยกับเราได้ที่ สายด่วน 1413 ศูนย์ปรึกษาปัญหาสุราทางโทรศัพท์

ไมเกรนไม่เอนเอียงกับสติปัญญา ไม่มีความแตกต่างกับผู้ที่ไม่ได้เป็น


นักวิจัยเผย ผู้ป่วยเป็นไมเกรนสามารถเบาใจได้ เหตุไม่ส่งผลกระทบต่อสติปัญญาในระยะยาว

ไมเกรนไม่เอนเอียงกับสติปัญญา ไม่มีความแตกต่างกับผู้ที่ไม่ได้เป็น

โรคปวดศีรษะไมเกรน ปวดศีรษะข้างเดียว เป็นโรคที่เป็นกันมากในหมู่สตรี ประมาณร้อยละ 20 แม้จะเป็นกันอยู่แพร่หลาย แต่ก็ยังคงมีปัญหาที่ยังมืดมนค้างคาอยู่อีกหลายอย่างเคยมีการศึกษาที่ทำกันมากล่าวกันไปต่างๆ นานา อย่างเช่นกล่าวว่า อาจเกี่ยวโยงกับโรคสมองเสื่อมหรือสติปัญญาเสื่อมก็ได้ แต่บัดนี้โรงพยาบาลบริกแฮมและโรงพยาบาลหญิงได้ศึกษารับรองว่า ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องสติปัญญา

ทีมนักวิจัยได้ใช้ข้อมูลจากเรื่อง “การศึกษาสุขภาพของสตรี” ซึ่งทำกับผู้หญิงอายุ 45 ปีขึ้นไป จำนวนเกือบ 40,000 คนพวกเขาได้รายงานผลการศึกษาว่า “เมื่อเทียบกับผู้หญิงผู้ที่ไม่มีประวัติโรคไมเกรน ผู้ที่เป็นไมเกรน ไม่ปรากฏว่าอัตราสติปัญญาเสื่อมแตกต่างกันอย่างใด ถือเป็นการค้นพบที่สำคัญทั้งแก่หมอและผู้ป่วย ผู้ป่วยและหมอต่างอุ่นใจได้ว่า การเป็นไมเกรน จะไม่มีผลกับสติปัญญาในระยะยาว”

ร่างกายผู้ชายเปราะบางยิ่งกว่าผู้หญิง เป็นเบาหวานแบบที่ 2 ได้ง่ายกว่ากัน


นักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยกลาสโกว์ ของอังกฤษ ค้นพบว่า ผู้ชายจะเป็นโรคเบาหวานแบบที่ 2 ได้ง่ายกว่าผู้หญิง เพราะร่างกายสู้โรคโดยธรรมชาติได้น้อยกว่ากัน

 ร่างกายผู้ชายเปราะบางยิ่งกว่าผู้หญิง เป็นเบาหวานแบบที่ 2 ได้ง่ายกว่ากัน

พวกเขาพบว่า บุรุษเพศที่อ้วนน้อยกว่าสตรี ทั้งที่ดัชนีมวลกายต่ำกว่าก็เป็นได้ สงสัยว่าอาจเป็นเพราะแหล่งสะสมของไขมันอยู่ต่างที่กัน อาจมีส่วนสำคัญ ด้วยเหตุว่าผู้ชายจะมีไขมันสะสมอยู่ที่ตับและแถวรอบเอว ในขณะที่ของสตรีจะอยู่แถวใต้ผิวหนัง แถวโคนขาและสะโพก ซึ่งส่อว่าผู้หญิงคงต้องมีไขมันสะสม เป็นปริมาณมากกว่าเพศตรงกันข้าม จึงจะเป็นอันตรายถึงขีดจะเป็นโรค

โรคเบาหวานแบบที่ 2 เกิดจากมีน้ำตาลในเลือดมากเกิน เนื่องจากร่างกายขาดความสามารถที่จะควบคุมปริมาณน้ำตาลไว้ได้ เป็นเหตุให้อวัยวะต่างๆพากันเสื่อมสภาพ

นักวิจัยได้สรุปความเห็นว่า จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้บุรุษตามดินแดนหลายส่วนของโลก พากันป่วยเป็นเบาหวาน เกินหน้าผู้หญิงไปตามๆกัน
ที่มา : http://www.thaihealth.or.th/healthcontent/news/30058

"ความอ้วน" ต้นเหตุก่อมะเร็ง


ผลวิจัยนานาชาติพบ "ความอ้วน" ต้นเหตุก่อมะเร็ง-เสี่ยงตายก่อนวัย

"ความอ้วน" ต้นเหตุก่อมะเร็ง

นายวิทยา บุรณศิริ รมว.กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า รัฐบาล มีนโยบายเร่งสร้างหลักประกันสุขภาพให้ประชาชนไทย ได้รับบริการที่มีคุณภาพมาตรฐานเท่าเทียมกันทุกสิทธิ หัวใจสำคัญ คือ การป้องกันไม่ให้ประชาชนเจ็บป่วย ซึ่งแสดงถึงการมีระบบสุขภาพที่มั่นคง ยังไม่มีประเทศใดทำได้สำเร็จ การป้องกันโรคติดเชื้อหรือโรคติดต่อบางโรคมีวัคซีนป้องกัน เช่น ไข้หวัดใหญ่ โรคโปลิโอ แต่ในโรคที่ไม่ติดต่อซึ่งเป็นสาเหตุการป่วยของคนไทยป่วยกันมากที่สุดในขณะนี้ 5 โรค ได้แก่ เบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจขาดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง และมะเร็ง ยังไม่มีวัคซีนป้องกัน ต้องอาศัยการปลูกฝังพฤติกรรมให้ประชาชนปฏิบัติด้วยตนเอง ทั้งการออกกำลังกาย การกินอาหาร ทั้ง 2 เรื่องนี้ หากไม่สมดุลจะทำให้เกิดโรคอ้วน และก่อให้เกิดโรคอื่นตามมาได้อีกจำนวนมาก

นอกจากนี้ ผลวิจัยองค์การวิจัยโรคมะเร็งนานาชาติ (International Agency Of Research On Cancer หรือ IARC) ได้วิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับโรคอ้วนกับความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งพบว่า ความอ้วน เป็นสาเหตุการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ ร้อยละ 11 เกิดมะเร็งเต้านมในวัยหมดประจำเดือนร้อยละ 9 มะเร็งปากมดลูก ร้อยละ 39 มะเร็งที่ไต ร้อยละ 25 และมะเร็งหลอดอาหาร ร้อยละ 37

ซึ่งตรงกับรายงานของสถาบันวิจัยมะเร็งแห่งอเมริกา และมูลนิธิวิจัยโรคมะเร็งโลก รายงานว่า ความอ้วนเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคมะเร็งที่อวัยวะหลายส่วน ได้แก่ หลอดอาหาร ตับอ่อน ลำไส้ เต้านมในวัยหมดประจำเดือน มดลูก และไต นอกจากนั้นยังมีการศึกษาพบว่าคนอ้วนจะเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมากที่รุนแรงด้วย โดยประมาณการว่า ร้อยละ 20 ของโรคมะเร็งทั้งหมด มีสาเหตุเกิดจากโรคอ้วน ซึ่งผลการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยครั้งที่ 4 ในปี 2552 โดยสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข พบว่า คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป มีภาวะอ้วนเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 27 ในปี 2547 เป็นร้อยละ 35 ในปี 2552 โดยโรคอ้วนยังเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดภาวะพิการ และการตายก่อนวัยอันควร
ที่มา : http://www.thaihealth.or.th/healthcontent/news/30074