วันอังคารที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2555

“หมอเอิง” แนะวิธีกิน-ดื่มอย่างไรให้มีสุขภาพดี


ทุกวันนี้ หลายๆ คนตกเป็นทาสของบางสิ่งบางอย่างโดยมี “อาหาร” เป็นหนึ่งในนั้น ยิ่งเป็นอาหารรสชาติอร่อยถูกปากด้วยแล้ว ยิ่งทำให้เราตามใจปากกันมากขึ้น ไม่แปลกที่ใครหลายคนจะมีปัญหาเรื่องสุขภาพตามมา ทั้งอ้วน และโรคอื่นๆ อีกสารพัด วันนี้จึงเรามีความรู้ดีๆ ในการเลือกรับประทานอาหารและเครื่องดื่มอย่างมีสุขภาพดีจากคุณหมอทั้ง 2 ท่านมาฝากกัน เริ่มกันที่
       
       พญ.อังศ์วรา ธีระตันติกานนท์ หรือ หมอเอิง ในฐานะผู้หญิงทำงานและคุณแม่มือใหม่ที่ใส่ใจเรื่องสุขภาพทั้งเรื่องอาหารการกินและการออกกำลังกาย ให้ความรู้ว่า การเลือกรับประทานอาหารให้ดี และมีประโยชน์ ไม่มาก หรือน้อยจนเกินไป คือ หัวใจสำคัญของการมีสุขภาพดี นอกจากนี้ อาหารยังมีความเกี่ยวข้องกับกรุ๊ปเลือดของคนเราอีกด้วย ซึ่งได้มีข้อพิสูจน์ทั้งทางการแพทย์แผนตะวันตกและตะวันออกแล้วว่า ส่วนผสมที่แตกต่างกันมีผลต่อเจ้าของกรุ๊ปเลือดโดยตรง
       
       สอดรับกับการศึกษาเมื่อหลายปีก่อนของ Dr. Peter J.Adamo แพทย์ด้านธรรมชาติบำบัดชาวสหรัฐอเมริกา ผู้ค้นพบว่าการกินอาหารและการใช้ชีวิตที่เหมาะสมกับคนกรุ๊ปเลือดนั้นๆ สามารถช่วยให้สุขภาพดีขึ้นได้ โดยเขาใช้เวลาในการศึกษาเรื่องนี้มานานกว่า 30 ปี จนได้ข้อสรุปและเขียนเป็นหนังสือชื่อ Eat Right for Your Type ซึ่งเขาอธิบายว่า เลือดแต่ละกรุ๊ปมีสารเคมีในเลือดต่างกัน แต่จะมี Antigen เป็นตัวกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ซึ่งอาหารทุกชนิดล้วนมีโปรตีนซึ่งเป็นอนุมูลอิสระ มีคุณสมบัติเหนียวและจับเกาะติดเลือด เรียกว่า Lectin ถ้ากินอาหารที่มีเล็คตินไม่เหมาะกับเลือดเรา เล็คตินเหล่านั้นจะเกาะติดเซลล์เลือดทำให้เลือดข้นส่งผลให้ไตทำงานหนัก อีกทั้งยังเข้าไปรบกวนการทำงานของระบบย่อยอาหารการสร้างอินซูลินการเผาผลาญอาหารและความสมดุลของฮอร์โมน
       
       ดังนั้น แต่ละกรุ๊ปเลือดมีความต้องการสารอาหารที่ต่างกันไป เริ่มกันที่
       
       กรุ๊ปเอ ควรเน้นสารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต ซึ่งเหมาะกับผักผลไม้ เช่น ถั่วแดง กล้วย
       
       กรุ๊ปโอ เน้นสารอาหารประเภทโปรตีน ซึ่งเหมาะกับผักผลไม้ เช่น แครอท สาหร่ายสด
       
       กรุ๊ปบี สามารถกินได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นโปรตีนหรือคาร์โบไฮเดรต ซึ่งเหมาะกับผักผลไม้ เช่น ถั่วเหลือง กล้วยหอม
       
       กรุ๊ปเอบี กรุ๊ปนี้มีความต้องการใกล้เคียงกับกรุ๊ปบี ดังนั้น วิถีการกินที่เหมาะกับคนกรุ๊ปนี้จึงเป็นการผสมการกินมังสวิรัติหน่อยๆ กับการกินแบบกรุ๊ปบีนิดๆ ซึ่งเหมาะกับผักผลไม้ เช่น เสาวรส กีวี และแอปเปิล
ขอบคุณภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
       นอกเหนือจากการเลือกรับประทานอาหารตามกรุ๊ปเลือดแล้ว คุณหมอท่านนี้ยังมีข้อแนะนำดีๆ ในการดื่มเครื่องดื่มสุขภาพตามช่วงเวลาอีกด้วย ได้แก่ ช่วงเวลา 06.00-10.00 น.ควรดื่มน้ำผลไม้รสเปรี้ยว เช่น น้ำส้ม น้ำมะนาว น้ำฝรั่ง ต่อมาที่ช่วงเวลา 10.01-14.00 น.ควรดื่มเครื่องดื่ม ที่มีรสขม เช่น น้ำใบบัวบก น้ำลูกเดือย และเวลา 12.01-18.00 น.ควรดื่มเครื่องดื่มที่มีรสเผ็ด เช่น น้ำข่า ตะไคร้ เป็นต้น 
    
       น้ำเปล่า..คุณค่าที่ขาดไม่ได้
    
       ไม่เพียงแต่เครื่องดื่มในข้างต้นแล้ว การบริโภคน้ำเปล่าบ่อยๆ เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามเช่นกัน โดย พญ.อัจฉราพร ถนอมภูวนาถ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางผิวหนัง โรงพยาบาลผิวหนังอโศก กล่าวว่า น้ำช่วยให้ระบบต่างๆ ของร่างกายทำงานเป็นปกติ ช่วยขับของเสียออกจากร่างกาย นอกจากนี้ ยังช่วยนำพาสารอาหาร และละลายวิตามินและแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์ให้ไหลเวียนไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย การดื่มน้ำให้เพียงพอจึงเป็นสิ่งที่สำคัญต่อสุขภาพมาก รวมถึงสุขภาพผิวหนังด้วย
    
       “มีคนจำนวนไม่น้อย เสียเงินไปกับเครื่องสำอางบำรุงผิวราคาแพงโดยละเลยสิ่งใกล้ตัวราคาถูก แต่ได้ผลดีมาก นั่นก็คือ น้ำ ซึ่งมีประโยชน์ต่อผิวหนัง ช่วยให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวจากภายใน เมื่อผิวขาดน้ำ จะมีการหลั่งสารที่เรียกว่า Histamine ทำหน้าที่ในการปันส่วนน้ำให้ไปเลี้ยงอวัยวะที่สำคัญ เช่น สมอง หัวใจก่อน ทำให้น้ำมาหล่อเลี้ยงผิวหนังลดน้อยลง เราจะรู้สึกว่า ผิวแห้งกร้าน ขาดความยืดหยุ่น หมองคล้ำ อาจเกิดรอยย่นตื้นๆ บนผิวหนังได้”
    
       มากไปกว่านั้น “น้ำ” ยังช่วยชำระล้างสารพิษต่างๆ ออกจากร่างกาย ถ้าดื่มน้ำไม่เพียงพอ ของเสียจะตกค้างสะสมในร่างกาย ทำให้อวัยวะต่างๆ รวมถึงผิวหนังเสียสุขภาพ อีกทั้งสารพิษที่ขับออกทางผิวหนังจะมีความเข้มข้นเพิ่มขึ้น อาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดสิวได้ ดังนั้น การดื่มน้ำเป็นประจำ ช่วยให้ผิวเต่งตึงขึ้น ลดปัญหาตาโหล รอยคล้ำดำใต้ตาได้ และสำหรับในผู้ป่วยโรคผิวหนังบางโรค เช่น ผื่นผิวหนังอักเสบ (Eczema) การดื่มน้ำให้เพียงพออาจช่วยให้ผื่นดีขึ้นได้
    
       ทั้งนี้ เพื่อสุขภาพที่ดี คุณหมอท่านนี้แนะนำว่า ควรดื่มน้ำประมาณ 8-10 แก้วทุกวัน ไม่ควรดื่มมากจนเกินไป เพราะจะทำให้เกิดภาวะเกลือแร่ในร่างกายเจือจางผิดปกติได้

ที่มา : 
http://mgr.manager.co.th/family/ViewNews.aspx?NewsID=9550000084837

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น