วันอังคารที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2555

เรียกร้องสิทธิให้คนจนเข้าถึงยาเลิกบุหรี่


กระทรวงการคลังปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตสุราและยาสูบ โดยปรับใน 8 ยี่ห้อ ในอัตรา 6-8 บาทต่อซอง ส่วนสุราแบ่งเป็นสุราผสม ปรับภาษีสรรพสามิตเพิ่มเป็น 150 บาทต่อลิตรและสุราต่างประเทศเพิ่มเป็น 400 บาทต่อลิตร การปรับราคาในครั้งนี้ทำให้บรรดาสิงห์อมควันและนักเลงสุราต้องคิดหนัก แต่กระนั้นการหยุดเสพสิ่งของมึนเมาต้องมีความตั้งใจอย่างเด็ดเดี่ยว ที่ผ่านมามีหน่วยงานที่ช่วยให้คนเลิกบุหรี่ที่ดำเนินการภายใต้หลักวิชการทางการแพทย์
ศูนย์บริการเลิกบุหรี่ทางโทรศัพท์แห่งชาติ (Thailand National Quitline ) หรือ 1600 สายเลิกบุหรี่ บริการให้คำปรึกษาสำหรับผู้ต้องการเลิกบุหรี่ เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 2536 โดยมูลนิธิเพื่อการไม่สูบบุหรี่ ภายใต้เงื่อนไขแรกผู้สูบต้องมีความตั้งใจที่จะเลิกบุหรี่ จะมีทั้งบริการรับสายและโทรฯกลับหลังจากวันที่ผู้สูบได้กำหนดวันเลิกสูบบุหรี่ เพื่อการประคับประคองและติดตามผล นอกจากนี้ยังมีการทำงานที่เชื่อมต่อกับเครือข่ายต่าง ๆ เพื่อการช่วยเลิกบุหรี่ทั้งจากโรงพยาบาล คลินิก ร้านยา เปิดให้บริการระหว่าง 07.30-20.00 น. ตั้งแต่วันจันทร์-วันศุกร์ นอกเวลาฝากข้อความและเบอร์โทรฯกลับ ผู้ใช้บริการโครงการของบริษัททีโอที ทั่วประเทศไม่เสียค่าโทรศัพท์ และทางอินเทอร์เน็ตwww.thailandquitline.or.th ผ่านช่องทาง U-Refer,U-Quit และ Live Chat
รศ.ดร.จินตนา ยูนิพันธ์ ผู้อำนวยการศูนย์บริการเลิกบุหรี่ทางโทรศัพท์ เปิดเผยว่า ในแต่ละวันมีผู้โทรฯเข้ามายังสายด่วนเลิกบุหรี่วันละ 500 สาย 70 เปอร์เซ็นต์เป็นผู้สูบเอง 30 เปอร์เซ็นต์เป็นคนใกล้ชิด ภรรยา พ่อแม่ โดยเน้นการให้บริการครั้งแรก 30 นาที เจ้าหน้าที่จะพูดคุยสอบถามสาเหตุ เมื่อผู้ติดบุหรี่ต้องการจะเลิกบุหรี่ในวันนั้น จะนับไปอีก 1 สัปดาห์ เพราะระยะนี้ผู้ติดบุหรี่จะมีอาการอยากยาต้องให้กำลังใจ ครั้งที่ 2 ในสัปดาห์ที่ 2 ครั้งถัดไป 1 เดือน 3 เดือน และ 1 ปีตามลำดับ จากงานวิจัยผู้เลิกบุหรี่ด้วยตัวเองหลังได้รับคำปรึกษาใน 100 คน สามารถเลิกบุหรี่ได้ 27 คน ภายใน 6 เดือน
นอกจากสาย 1600 บริการเลิกบุหรี่ยังดำเนินการภายใต้โครงการ "เครือข่ายคลินิกฟ้าใส" ได้ผลักดันให้ประชาชนเลิกบุหรี่แบบบูรณาการที่มีรูปแบบแตกต่างจากที่เคยมีมาและมีการดำเนินการร่วมกันโดยบุคลากรวิชาชีพสุขภาพหลายสาขา ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ พยาบาล เภสัชกร นักกายภาพบำบัดและนักจิตวิทยา โดยคลินิกนี้มีลักษณะเฉพาะดำเนินงานเป็นอิสระ และมีลักษณะเป็น วันสต๊อปเซอร์วิส เพื่อให้เกิดความสะดวกแก่ผู้ป่วย และเป็นแรงจูงใจในการเข้ารับบริการต่อไป ปัจจุบันมีคลินิกฟ้าใสกระจายตามโรงพยาบาล และสถานพยาบาลของรัฐ 200 แห่งทั่วประเทศ
นพ.สุทัศน์ รุ่งเรืองหิรัญญา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ ม.ศรีนครินทรวิโรฒ ในฐานะผู้ริเริ่มโครงการ กล่าวว่าจุดเด่นของคลินิกฟ้าใสอยู่ที่มีบุคลากรที่มีเจตนาและมีความตั้งใจที่จะให้คนไข้เลิกบุหรี่ เพราะบุคลากรเหล่านี้เป็นกลุ่มสหวิชาชีพทำงานโดยไม่ได้รับค่าตอบแทน และใช้เวลาทำงานนอกเวลาราชการ ขณะที่จุดอ่อน ยังไม่ได้รับการสนับสนุนที่ชัดเจนจากกระทรวงสาธารณสุขและไม่มีงบประมาณสนับสนุน ขณะที่บุหรี่เป็นต้นเหตุสำคัญของการเกิดโรคร้ายแรง อาทิ หัวใจ หลอดเลือด มะเร็ง ทำให้ประเทศเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาปีละ 3 แสนล้านบาท เป็นต้น ปัจจุบันการเลิกบุหรี่ให้ได้ผลต้องใช้ยา โดยมีเพียง 5 เปอร์เซ็นต์ของผู้ติดบุหรี่ที่เลิกบุหรี่โดยอาศัยคำปรึกษาของแพทย์เพียงอย่างเดียวและ 30-25 เปอร์เซ็นต์ต้องใช้ยาเพื่อทดแทนนิโคติน ที่ชื่อ Bupropion ยาลดบุหรี่ชนิดกินซึ่งยาค่อนข้างมีราคาแพง
ดังนั้นคนจนจึงไม่สามารถเลิกบุหรี่ได้ แต่ขณะที่ผู้ติดบุหรี่เป็นกลุ่มผู้มีรายได้น้อย แม้ราคาบุหรี่จะปรับขึ้นแต่ผู้สูบยาเส้น ยังซื้อยาเส้นได้ในราคาถูกเฉลี่ยถุงละ 5 บาท ขณะที่ยาเลิกบุหรี่เฉลี่ยเม็ดละ 40-50 บาทต้องใช้ต่อเนื่อง 3 เดือน ทำให้คนไทยเกิดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งผู้เลิกต้องใช้ยามากกว่า 1 อย่าง "ตั้งเป้าว่าจะเปิดคลินิกฟ้าใส 400 แห่งจึงจะครอบคลุมผู้สูบบุหรี่ทั่วประเทศ แต่ปีนี้เราโดนตัดงบ จึงต้องทำงานภายใต้งบประมาณที่จำกัด"
ทั้งนี้ในการบรรยายหัวข้อประสบการณ์หลักประกันสุขภาพช่วยเลิกบุหรี่ของประเทศญี่ปุ่น ในงานประชุมวิชาการ"บุหรี่กับสุขภาพแห่งชาติ" ครั้งที่ 11 เรื่อง "การแทรกแซงของอุตสาหกรรมยาสูบ"
เมื่อเร็ว ๆ นี้ โดยการสนับสนุนของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)  ผู้จัดการสมาคมการควบคุมยาสูบของประเทศญี่ปุ่น นายมานาบุ ซาคูตะ ได้มาถ่ายทอดประสบการณ์การทำงานให้ผู้ร่วมประชุมฟัง ระบุว่าประเทศญี่ปุ่นมีผู้สูบบุหรี่มากเป็นลำดับต้น ๆ แต่มีระบบการดูแล และบำบัดผู้สูบบุหรี่ทำให้ระยะเวลาเพียง 5 ปี ประเทศญี่ปุ่นลดอัตราผู้สูบบุหรี่ลงได้ร้อยละ 16 ขณะที่การเข้าถึงแหล่งบริการด้านการบำบัดของประเทศญี่ปุ่นมีเพียงร้อยละ 12.7 เท่านั้น โดยวิธีการทำงานที่โดดเด่นคือรัฐบาลให้งบประมาณไปยังโรงพยาบาลเพื่อจัดทำโครงการเลิกบุหรี่ โดยให้ค่าตอบแทนกับแพทย์และพยาบาล โดยมีการประเมินผลงาน เพื่อจัดสรรงบประมาณเพื่อเป็นแรงจูงใจในการทำงาน
นพ.สุทัศน์ กล่าวว่า ญี่ปุ่นประสบความสำเร็จในการเลิกบุหรี่ เพราะรัฐบาลสนับสนุน ขณะที่ประเทศไทยยังไม่มีระบบให้บริการเลิกบุหรี่อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ จึงอยากเรียกร้องภาครัฐ เร่งดำเนินการให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการรับบริการเลิกบุหรี่ และสามารถเข้าถึงยาช่วยเลิกบุหรี่ได้อย่างเท่าเทียมโดยบรรจุเข้าในบัญชียาหลัก เพราะจากการสำรวจร้อยละ 80 ของผู้ติดบุหรี่ส่วนใหญ่ฐานะยากจน
เหตุผลการปรับขึ้นราคาบุหรี่ของรัฐเพื่อสุขภาพของประชาชนแต่ต้องกำหนดนโยบายเพื่อลดจำนวนผู้สูบโดยใช้หลักการแพทย์ควบคู่ไปพร้อมกันด้วย

เร็วอร่อยจากผงปรุง (ชู) รสซอง-อันตราย



อิทธิพลการโฆษณากรอกหูกรอกตาทางโทรทัศน์ทุกวี่ทุกวันสามารถสร้างความคล้อยตามได้มากทีเดียว เฉพาะอย่างยิ่งในยุคสมัยที่ผู้คนมักอ้างว่ามีเวลาพิถีพิถันน้อย

เร็วอร่อยจากผงปรุง(ชู)รสซอง-อันตราย

การปรุงอาหารก็เลยเข้าทางโฆษณาอร่อยแบบรวบรัดตัดตอนเวลาได้ด้วยผงปรุงรสซองเดียว สมใจคนรุ่นใหม่ รวดเร็วทันใจ 1 ซองทำให้รสชาติอาหารครบรสอร่อย นัวแซบ อูมามิ ฯลฯ ไม่ต้องเตรียมวัตถุดิบร้อยแปดพันเก้าชนิด ง่ายสะดวก เหมาะกับครัวยุคใหม่หนึ่งซองสุดมหัศจรรย์มีหลากหลายชนิดเมนู

คำโฆษณาชวนเชื่อกรอกตากรอกหูทุกวันลบภูมิปัญญาดั้งเดิมของบรรพชนไปเสียสิ้นคือการปรุงรสอาหารด้วยวัสดุธรรมชาติวัดความอร่อยฝีมือคนปรุงล้วนๆ แต่ไม่มีอันตรายแอบแฝง

ผู้เชี่ยวชาญการปรุงและชิมอาหารระดับกูรูอย่างคุณนุชนาฎ ศิริชยาพร คอลัมนิสต์นิตยสาร Go Green  ได้สาธิตการทำผัดเปรี้ยวหวานที่เหมือนกันทุกอย่าง โดยใช้เครื่องปรุงจากของสดธรรมชาติตามปกติแบบไทยโบราณกับ เครื่องปรุงที่เป็นซองผงผัดนั่นเอง

ณ งานเทศกาลกินเปลี่ยนโลกครั้งที่ 1 Taste of food "ลำ อร่อย หรอย แซบ" ณ สวนสันติชัยปราการ โดยมูลนิธิชีววิถี(BioThai) แผนงานความมั่นคงด้านอาหารภายใต้การสนับสนุนของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

แม่ครัวสาธิตรายนี้ อธิบายถึงสิ่งที่ยังไม่รู้ยังไม่เห็นเกี่ยวกับผงปรุงสำเร็จ ที่หลายคนคิดว่าสำเร็จ แต่จริงๆ อาจจะเสร็จเพราะอัตราที่กลมกลืนอยู่ในความอร่อยนั้นดังโบราณว่าน้ำผึ้งเจอยาพิษนั่นกระมัง (ผู้เขียนเติมให้)

"การปรุงอาหารปกติ อย่างมากก็มีเครื่องปรุงไม่เกิน 3 ขวด การปรุงอาหารเป็นศาสตร์และศิลป์ จะรีบไปไหนที่จะต้องใช้เครื่องปรุงแบบซองห่อเดียวแบบเบ็ดเสร็จและที่สำคัญผงปรุงสำเร็จมีสารปรุงรสเยอะ นั่นหมายถึงผงชูรสเยอะมากด้วย"

คุณนุชนาฎบอกอีกว่า ผงชูรสนั้นไม่ใช่แต่ในรูปโมโนโซเดียมกลูตาเมตเท่านั้น ไปอ่านฉลากจิ๋วๆ ข้างหลังผงผัด ผงปรุงรสแบบซองดูว่ามีอะไรบ้าง ทั้งไดโซเดียม ไอโอซิเนตโซเดียมกัวไนเลต เหล่านี้คือ รูปแบบของเกลือที่เป็นผงชูรสทั้งสิ้น
ว่ากันว่าในเมนูที่มีรสเปรี้ยวอย่าง ลาบ ยำต่างๆ มีการใส่กรดซิติก หรือกรดมะนาวที่เป็นสารสังเคราะห์ลงไป ยังมีการเจือสีธรรมชาติเข้าไปอีก

เข้าทางคนรุ่นใหม่ต้องการสิ่งปรุงรสที่รวดเร็วจะธรรมชาติหรือไม่ไม่เป็นไร ขอให้ไม่ต้องมานั่งบีบนั่งเค้นมะขามเปียก น้ำมะนาวเป็นพอแล้วเสียเวลา

คุณนุชนาฎ เล่าต่ออีกว่า แม่ครัวในต่างจังหวัดมีวัตถุดิบในการปรุงอาหารมากมาย พอมีฝีมือ จึงไม่จำเป็นต้องใช้ผงปรุงสำเร็จซองเดียวแต่ที่ยังใช้กันอยู่คือ ผงชูรส หรือบางครั้งไปถามว่าใช้ผงชูรสหรือไม่ แต่กลับบอกว่า ไม่ใช่

"ที่น่าตกใจ เมื่อถามว่า ใช้ผงที่ทำให้รสชาติดีหรือไม่ กลับบอกว่าใช้ โดยที่ไม่ล่วงรู้เลยว่าผงที่ทำให้รสชาติดีเหล่านั้น คือ ผงชูรสนั้นเองเป็นเพราะผงเหล่านี้ ไม่ได้มีลักษณะเป็นเกล็ดสีขาวอย่างที่คุ้นตา แต่กลับกลายเป็นผงสีน้ำตาลอ่อนคล้ายพริกไทยป่นแทนเรื่องที่เข้าใจผิดกันนี้จำเป็นต้องให้ความรู้พวกเค้าด้วย"

คุณนุชนาฎ บอกว่า การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคนที่ยึดติดกับรสชาติ (ผงชูรส)อร่อย เป็นเรื่องยาก แต่ความอร่อยนั้นจะค่อยๆ สะสมความทุกข์สะสมอันตรายให้กับร่างกายเรื่องนี้จำเป็นต้องสื่อสารไปกับสาธารณะให้มากๆ ระวังเรื่องการปรุงอาหารให้มากขึ้น และต้องคำนึงถึงอันตรายที่แฝงมากับความอร่อยนั้นให้มากๆ

ฝีมือปรุงอาหารแบบโบราณเป็นภูมิปัญญาไทยรสชาติอร่อยจนได้รับฉายาเสน่ห์ปลายจวัก ใครชอบรสใดก็ปรุงเอาแต่ไม่ใช่ผงชูรสแน่ แต่ถ้าปรุงรสจัดแม้จะเป็นธรรมชาติก็ตามก็อันตรายอาจพาสู่โรคความดันโลหิตสูง โรคไตได้ ยิ่งเป็นวัสดุไม่ธรรมชาติ เช่นผงปรุงก็ยิ่งมองเห็นอันตรายอยู่แค่เอื้อม ถึงจะเป็นคนรุ่นใหม่ที่อ้างว่าทำอะไรแข่งกับเวลา แต่เรื่องอาหารอย่าได้ปฏิเสธความพิถีพิถันใช่การปรุงด้วยผงชูรส เพราะเร็วรสชาติอร่อยแต่ลืมนึกไปว่าที่แฝงมาด้วยทุกมื้อคืออันตรายที่สะสมไว้ตัวเองและครอบครัว

สธ.เตือน ระวัง 15 โรคร้าย มากับหน้าฝน



สธ.เตือนระวัง 15 โรคร้าย มากับหน้าฝน (ไทยรัฐ)

         รมว.สธ.เตือนคนไทยระวัง 15 โรคระบาดง่าย ในฤดูฝน ชี้อันตรายไม่แพ้หวัด 09 ปลัดฯ สธ.เผย เดือนเดียวตายแล้ว 13 ราย อธิบดีกรมควบคุมโรคแนะวิธีป้องกันตัวเบื้องต้น

         การระบาดของโรคไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 ชนิดเอ/เอช 1 เอ็น 1 ในไทยยังควบคุมไม่ได้มีผู้ติดเชื้อ และเสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สถานการณ์เช่นนี้ ทุกคนต้องดูแลตัวเองไม่ให้  ติดเชื้ออย่าปล่อยให้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลฝ่ายเดียว ขณะเดียวกันในฤดูฝนนี้ ยังมีโรคอีกหลายชนิดสามารถแพร่ระบาดได้ง่าย รวดเร็วและมีโอกาสทำให้คนป่วยเสียชีวิตเช่นเดียวกับไข้หวัด 2009

         นายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า ขณะนี้ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูฝนทำให้โรคหลายชนิดแพร่ระบาดได้ง่ายและรวดเร็ว โดยเฉพาะ 15 โรคสำคัญ ที่ต้องเฝ้าระวังช่วงนี้    เช่น โรคไข้เลือดออก ฉี่หนู ไข้หวัดใหญ่ มาลาเรีย อุจจาระร่วงเฉียบพลัน บิด ไข้สมองอักเสบเจอี เยื่อบุตาอักเสบ หรือ ตาแดง ปอดอักเสบและไข้หวัดนก นอกเหนือจากไข้หวัด 2009 ที่เป็นโรคอุบัติใหม่ 

         รมว.สาธารณสุข กล่าวต่อว่า ตั้งแต่เดือน มิ.ย.-ส.ค.นี้ เป็นช่วง 90 วันอันตรายได้สั่งให้สาธารณสุขจังหวัดและโรงพยาบาลทุกแห่งเฝ้าระวังเป็นพิเศษให้แพทย์ตรวจคัดกรองผู้ป่วยโดยละเอียด รวมทั้งโรคที่ต้องติดตามและเฝ้าระวังต่อเนื่อง 2 โรค คือ ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ซึ่งเป็นโรคระบาดใหม่และไข้หวัด   นกที่มีแหล่งระบาดมาจากสัตว์ปีกหลังไม่พบติดเชื้อในคนมาเป็นเวลาเกือบ 3 ปีแล้ว แต่ประมาทไม่ได้ 

         นพ.ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมควบคุมโรค ได้ออกประกาศเตือนประชาชน ป้องกันโรคติดต่อที่เกิดในฤดูฝน ส่งให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ทั่วประเทศ ประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ประชาชนในการป้องกัน โดยมี 5 กลุ่มรวม 15 โรค ได้แก่

           1. กลุ่มโรคติดต่อของระบบทางเดินอาหาร ที่พบบ่อย ได้แก่ โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน บิด ไทฟอยด์ อาหารเป็นพิษ ตับอักเสบ สาเหตุเกิดจากกินอาหารดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อโรค หรือ กินอาหาร สุกๆ ดิบๆ

          2. โรคติดเชื้อผ่านทางบาดแผลหรือเยื่อบุผิวหนังที่พบบ่อย คือ โรคเลปโตสไปโรซิส หรือ ไข้ฉี่หนู อาการเด่น คือ ไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะ มักปวดกล้ามเนื้อบริเวณน่องและโคนขาอย่างรุนแรงและตาแดง

          3. กลุ่มโรคระบบทางเดินหายใจที่พบบ่อยได้แก่ โรคหวัด ไข้หวัดใหญ่ คออักเสบ หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบหรือปอดบวม อาการเริ่มจากไข้ ไอ หายใจเร็ว หรือ หอบเหนื่อย

          4. กลุ่มโรคติดต่อที่เกิดจากยุง ที่สำคัญ 3 โรค คือ ไข้เลือดออก มียุงลายเป็นพาหะนำโรค ซึ่งกว่าร้อยละ 80 เป็นยุงลายที่อยู่ในบ้าน ไข้สมองอักเสบเจอี มียุงรำคาญ มักแพร่พันธุ์ในแหล่งน้ำตามทุ่งนาเป็นตัวนำโรค และโรคมาลาเรีย มียุงก้นปล่องที่อยู่ในป่า เป็นพาหะนำโรค

          ทั้ง 4 โรคนี้ อาการเริ่มจากมีไข้สูง ปวดศีรษะมาก คลื่นไส้อาเจียน โดยเฉพาะโรคไข้สมองอักเสบ อาจทำให้พิการภายหลังได้

          5. โรคเยื่อบุตาอักเสบหรือโรคตาแดง ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัสที่อยู่ในน้ำสกปรกกระเด็นเข้าตา

          นอกจากนี้ นพ.ปราชญ์ ยังเปิดเผยถึงการเฝ้าระวัง 15 โรค ที่เกิดในฤดูฝน ตลอดเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตแล้ว 13 ราย เสียชีวิตจากปอดบวม 8 ราย อุจจาระร่วงเฉียบพลัน 3 ราย ไข้เลือดออกและไข้สมองอักเสบ อย่างละ 1 ราย สถานการณ์โดยทั่วไปอยู่ในเกณฑ์ควบคุมได้ ขณะเดียวกัน ในช่วงหน้าฝนต้องระวังอีก 2 เรื่อง คือ ปัญหาน้ำกัดเท้าที่เกิดจากเชื้อรา สาเหตุเกิดจากการแช่น้ำสกปรกนานๆ และอันตรายจากสัตว์มีพิษ เช่น งู ตะขาบ แมลงป่อง ที่หนีน้ำมาอาศัยในบริเวณบ้าน

          ขณะที่ นพ.มล.สมชาย จักรพันธุ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่าอาการนำของโรคติดเชื้อมีลักษณะเด่นหลักๆ คือ อาการไข้ ดังนั้น ช่วงนี้ หากมีไข้สูงและเช็ดตัวหรือกินยาลดไข้แล้วไม่ดีขึ้น หรือไข้ยังไม่ลดภายใน 3 วัน ต้องไปพบแพทย์ ไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะกินเอง โดยเฉพาะถ้าเป็นกับเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว

          อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวต่อว่ายาลดไข้ต้องระมัดระวังการใช้กับโรคในฤดูฝน คือ ยาจำพวก แอสไพริน ห้ามกินอย่างเด็ดขาด เพราะมีอันตรายกับบางโรค ที่สำคัญ 3 โรคคือ โรคไข้เลือดออก โรคไข้หวัดใหญ่ และโรคไข้ฉี่หนู ซึ่งโรคดังกล่าว ทำให้มีเลือดออกตามอวัยวะต่างๆ ในร่างกายอยู่แล้ว หากได้รับยาแอสไพริน ซึ่งมีสารป้องกันเลือดแข็งตัวเข้าไปอีก จะทำให้เลือดออกได้ง่ายขึ้นทำให้เสียชีวิตได้ง่าย

          สำหรับการป้องกันโรคในฤดูฝนนั้น นพ.มล.สมชาย กล่าวว่า ขอให้ออกกำลังกายสม่ำเสมอ สวมเสื้อผ้ารักษาร่างกายให้อบอุ่น เพื่อให้ร่างกายมีภูมิต้านทานโรค รวมทั้งควรดื่มน้ำสะอาด รับประทานอาหารปรุงสุกใหม่ๆ ไม่มีแมลงวันตอมและล้างมือฟอกสบู่ให้สะอาดก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ

“หมอเอิง” แนะวิธีกิน-ดื่มอย่างไรให้มีสุขภาพดี


ทุกวันนี้ หลายๆ คนตกเป็นทาสของบางสิ่งบางอย่างโดยมี “อาหาร” เป็นหนึ่งในนั้น ยิ่งเป็นอาหารรสชาติอร่อยถูกปากด้วยแล้ว ยิ่งทำให้เราตามใจปากกันมากขึ้น ไม่แปลกที่ใครหลายคนจะมีปัญหาเรื่องสุขภาพตามมา ทั้งอ้วน และโรคอื่นๆ อีกสารพัด วันนี้จึงเรามีความรู้ดีๆ ในการเลือกรับประทานอาหารและเครื่องดื่มอย่างมีสุขภาพดีจากคุณหมอทั้ง 2 ท่านมาฝากกัน เริ่มกันที่
       
       พญ.อังศ์วรา ธีระตันติกานนท์ หรือ หมอเอิง ในฐานะผู้หญิงทำงานและคุณแม่มือใหม่ที่ใส่ใจเรื่องสุขภาพทั้งเรื่องอาหารการกินและการออกกำลังกาย ให้ความรู้ว่า การเลือกรับประทานอาหารให้ดี และมีประโยชน์ ไม่มาก หรือน้อยจนเกินไป คือ หัวใจสำคัญของการมีสุขภาพดี นอกจากนี้ อาหารยังมีความเกี่ยวข้องกับกรุ๊ปเลือดของคนเราอีกด้วย ซึ่งได้มีข้อพิสูจน์ทั้งทางการแพทย์แผนตะวันตกและตะวันออกแล้วว่า ส่วนผสมที่แตกต่างกันมีผลต่อเจ้าของกรุ๊ปเลือดโดยตรง
       
       สอดรับกับการศึกษาเมื่อหลายปีก่อนของ Dr. Peter J.Adamo แพทย์ด้านธรรมชาติบำบัดชาวสหรัฐอเมริกา ผู้ค้นพบว่าการกินอาหารและการใช้ชีวิตที่เหมาะสมกับคนกรุ๊ปเลือดนั้นๆ สามารถช่วยให้สุขภาพดีขึ้นได้ โดยเขาใช้เวลาในการศึกษาเรื่องนี้มานานกว่า 30 ปี จนได้ข้อสรุปและเขียนเป็นหนังสือชื่อ Eat Right for Your Type ซึ่งเขาอธิบายว่า เลือดแต่ละกรุ๊ปมีสารเคมีในเลือดต่างกัน แต่จะมี Antigen เป็นตัวกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ซึ่งอาหารทุกชนิดล้วนมีโปรตีนซึ่งเป็นอนุมูลอิสระ มีคุณสมบัติเหนียวและจับเกาะติดเลือด เรียกว่า Lectin ถ้ากินอาหารที่มีเล็คตินไม่เหมาะกับเลือดเรา เล็คตินเหล่านั้นจะเกาะติดเซลล์เลือดทำให้เลือดข้นส่งผลให้ไตทำงานหนัก อีกทั้งยังเข้าไปรบกวนการทำงานของระบบย่อยอาหารการสร้างอินซูลินการเผาผลาญอาหารและความสมดุลของฮอร์โมน
       
       ดังนั้น แต่ละกรุ๊ปเลือดมีความต้องการสารอาหารที่ต่างกันไป เริ่มกันที่
       
       กรุ๊ปเอ ควรเน้นสารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต ซึ่งเหมาะกับผักผลไม้ เช่น ถั่วแดง กล้วย
       
       กรุ๊ปโอ เน้นสารอาหารประเภทโปรตีน ซึ่งเหมาะกับผักผลไม้ เช่น แครอท สาหร่ายสด
       
       กรุ๊ปบี สามารถกินได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นโปรตีนหรือคาร์โบไฮเดรต ซึ่งเหมาะกับผักผลไม้ เช่น ถั่วเหลือง กล้วยหอม
       
       กรุ๊ปเอบี กรุ๊ปนี้มีความต้องการใกล้เคียงกับกรุ๊ปบี ดังนั้น วิถีการกินที่เหมาะกับคนกรุ๊ปนี้จึงเป็นการผสมการกินมังสวิรัติหน่อยๆ กับการกินแบบกรุ๊ปบีนิดๆ ซึ่งเหมาะกับผักผลไม้ เช่น เสาวรส กีวี และแอปเปิล
ขอบคุณภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
       นอกเหนือจากการเลือกรับประทานอาหารตามกรุ๊ปเลือดแล้ว คุณหมอท่านนี้ยังมีข้อแนะนำดีๆ ในการดื่มเครื่องดื่มสุขภาพตามช่วงเวลาอีกด้วย ได้แก่ ช่วงเวลา 06.00-10.00 น.ควรดื่มน้ำผลไม้รสเปรี้ยว เช่น น้ำส้ม น้ำมะนาว น้ำฝรั่ง ต่อมาที่ช่วงเวลา 10.01-14.00 น.ควรดื่มเครื่องดื่ม ที่มีรสขม เช่น น้ำใบบัวบก น้ำลูกเดือย และเวลา 12.01-18.00 น.ควรดื่มเครื่องดื่มที่มีรสเผ็ด เช่น น้ำข่า ตะไคร้ เป็นต้น 
    
       น้ำเปล่า..คุณค่าที่ขาดไม่ได้
    
       ไม่เพียงแต่เครื่องดื่มในข้างต้นแล้ว การบริโภคน้ำเปล่าบ่อยๆ เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามเช่นกัน โดย พญ.อัจฉราพร ถนอมภูวนาถ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางผิวหนัง โรงพยาบาลผิวหนังอโศก กล่าวว่า น้ำช่วยให้ระบบต่างๆ ของร่างกายทำงานเป็นปกติ ช่วยขับของเสียออกจากร่างกาย นอกจากนี้ ยังช่วยนำพาสารอาหาร และละลายวิตามินและแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์ให้ไหลเวียนไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย การดื่มน้ำให้เพียงพอจึงเป็นสิ่งที่สำคัญต่อสุขภาพมาก รวมถึงสุขภาพผิวหนังด้วย
    
       “มีคนจำนวนไม่น้อย เสียเงินไปกับเครื่องสำอางบำรุงผิวราคาแพงโดยละเลยสิ่งใกล้ตัวราคาถูก แต่ได้ผลดีมาก นั่นก็คือ น้ำ ซึ่งมีประโยชน์ต่อผิวหนัง ช่วยให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวจากภายใน เมื่อผิวขาดน้ำ จะมีการหลั่งสารที่เรียกว่า Histamine ทำหน้าที่ในการปันส่วนน้ำให้ไปเลี้ยงอวัยวะที่สำคัญ เช่น สมอง หัวใจก่อน ทำให้น้ำมาหล่อเลี้ยงผิวหนังลดน้อยลง เราจะรู้สึกว่า ผิวแห้งกร้าน ขาดความยืดหยุ่น หมองคล้ำ อาจเกิดรอยย่นตื้นๆ บนผิวหนังได้”
    
       มากไปกว่านั้น “น้ำ” ยังช่วยชำระล้างสารพิษต่างๆ ออกจากร่างกาย ถ้าดื่มน้ำไม่เพียงพอ ของเสียจะตกค้างสะสมในร่างกาย ทำให้อวัยวะต่างๆ รวมถึงผิวหนังเสียสุขภาพ อีกทั้งสารพิษที่ขับออกทางผิวหนังจะมีความเข้มข้นเพิ่มขึ้น อาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดสิวได้ ดังนั้น การดื่มน้ำเป็นประจำ ช่วยให้ผิวเต่งตึงขึ้น ลดปัญหาตาโหล รอยคล้ำดำใต้ตาได้ และสำหรับในผู้ป่วยโรคผิวหนังบางโรค เช่น ผื่นผิวหนังอักเสบ (Eczema) การดื่มน้ำให้เพียงพออาจช่วยให้ผื่นดีขึ้นได้
    
       ทั้งนี้ เพื่อสุขภาพที่ดี คุณหมอท่านนี้แนะนำว่า ควรดื่มน้ำประมาณ 8-10 แก้วทุกวัน ไม่ควรดื่มมากจนเกินไป เพราะจะทำให้เกิดภาวะเกลือแร่ในร่างกายเจือจางผิดปกติได้

ที่มา : 
http://mgr.manager.co.th/family/ViewNews.aspx?NewsID=9550000084837

กินอย่างไรให้สุขภาพดี

บอกลาตัวเรา ในวันวาน กินอย่างไร ให้สุขภาพดี (แม่บ้าน)
เรื่อง : ควินน์


เคยสงสัยตัวเองไหมว่า พฤติกรรมการบริโภคอาหารของตัวเองควรจะมีการแก้ไขไหม เป็นพฤติกรรมที่ควรจะทำหรือเปล่า ปัจจุบันคนไทย เรามีนิสัยการบริโภคที่ไม่ถูกเท่าที่ควรนัก ทั้งที่มีกระแสรักสุขภาพเพิ่มมากขึ้นทุกปี แต่กลับมีวิธีการกินที่ผิด ๆ เข้ามาแทนที่เสียนี่ ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะเริ่มเปลี่ยนตัวเองมาสู่วิธีการกินที่ถูกต้องก็ในเมื่อชีวิตนี้มีแค่ชีวิตเดียว เราก็ควรจะเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่ตัวเรา

พฤติกรรมและวินัยการบริโภคผิด ๆ

ถ้าให้พูดถึงวิธีการบริโภคที่ไม่ถูกต้อง สามารถกล่าวถึงได้หลายอย่าง บางอย่างก็เป็นสิ่งที่ไม่รู้ตัวและไม่ให้ความสำคัญ โดยเฉพาะบางอย่างเป็นสิ่งที่ใคร ๆ เขาก็ทำกัน

การเคี้ยวอาหารไม่ละเอียด สิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องเล็กกลับเป็นเรื่องที่ใหญ่อย่างคาดไม่ถึง เพราะจะทำให้ลำไส้และกระเพาะอาหารทำงานหนักขึ้น เหมือนเราใช้งานร่างกายหนักขึ้น วันหรือสองวันอาจจะไม่มีผลอะไรแต่อย่าลืมว่าเราต้องกินข้าวและเคี้ยวอาหารตลอดชีวิตของเรา

ติดนิสัยกินอาหารจุบจิบ เป็นอุปนิสัยการกินที่จะทำให้เกิดโรคอ้วน เพราะการหยิบของใกล้มือมากินตลอดเวลา โดยเฉพาะขนมขบเคี้ยวและของทอด โดยไม่คำนึงถึงไขมันและแคลอรีส่วนเกิน

ไม่กินอาหารเช้า จากชีวิตในสังคมเมืองที่ต้องเร่งรีบวิ่งตามเวลา บางครั้งการเตรียมอาหารเช้าจะเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก เมื่อไม่ได้รับประทานอาหารเช้าก็จะทำให้หงุดหงิดง่ายความจำไม่ดี ความรู้สึกเฉื่อยชา ไม่ว่องไว

เลือกรับประทาน อุปนิสัยการรับประทานของผู้คนสมัยนี้จะแสวงหาแต่สิ่งที่ชอบและพึงพอใจ กินอาหารปรุงแต่งรสชาติ ไม่กินผักผลไม้ รับประทานแต่เนื้อสัตว์ ทำให้ขาดวิตามินและแร่ธาตุบางอย่างที่จำเป็นกับร่างกาย ด้วยเหตุผลง่าย ๆ ที่ว่ากินตามใจปาก

กินอาหารไม่เป็นเวลา หากเป็นเมื่อก่อนการกินอาหารไม่เป็นเวลาอาจจะมีของแถมมาเป็นโรคกระเพาะอาหารเพียงเท่านั้น แต่ปัจจุบันกลับมีโรคกรดไหลย้อนเข้ามาให้ระแวงเพิ่มอีก กลายเป็น 2 โรคยอดฮิตในหมู่หนุ่มสาวสมัยนี้ไปเสียแล้ว

สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงอุปนิสัยการรับประทานเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่สามารถให้ผลกระทบในด้านสุขภาพและร่างกายของเราได้ในระยะยาว ถ้าเราไม่คิดจะแก้ไข




เปลี่ยนการกินอย่างไรให้สุขภาพดี

บางครั้งการพยายามกินอาหารที่ดีมีประโยชน์ ก็เป็นอะไรที่น่าเหนื่อยใจไม่ใช่น้อย เพราะข้อห้ามทั้งหลายที่กินนั่นไม่ได้กินนี่ไม่ดี ทำให้รู้สึกว่าชีวิตของเรามันดูยากขึ้น จนเราเลิกล้มความตั้งใจไปก่อนที่จะได้ทำจริง ๆ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการกินง่าย ๆ ก็ช่วยเราให้สุขภาพดีได้โดยไม่ต้องซื้อหา

เริ่มวันใหม่ด้วยอาหารเช้า หากคุณไม่มีเวลาพอที่จะกินอาหารเช้ามื้อใหญ่ ลองมองหาอาหารที่สามารถหยิบมากินได้ง่าย ๆ อย่างโยเกิร์ตกับกล้วยน้ำว้าสุก ซึ่งกล้วยน้ำว้าเป็นแหล่งโปรตีน วิตามินเอ ซี บี 1 บี 2 บี 6 นอกจากจะได้ประโยชน์แล้วยังไม่อ้วนด้วย อาหารเช้าเป็นมื้ออาหารที่ทำให้ระบบย่อยอาหาร การดูดซึม และระบบเผาผลาญในร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงทำให้กินอาหารมื้ออื่น ๆ ได้น้อยลง

เปลี่ยนของจุบจิบจำพวกขนมขบเคี้ยวเป็นของที่มีประโยชน์ การห้ามกินของจุบจิบในระหว่างมื้อกลางวัน หรือการกินของว่าง ก่อนนอน หรือช่วงระหว่างดูละครเป็นไปได้ยาก เพราะนับได้ว่าเป็นอุปนิสัยที่เราทำไปโดยไม่รู้ตัว เราก็แทนที่ของเหล่านั้นด้วยผลไม้ที่มีกากใยสูง และมีวิตามินแทนดีกว่า เพราะผลการวิจัยเขาบอกไว้ว่าการกินหลายมื้อไม่ได้ทำให้อ้วน แต่เราจะอ้วนจากการที่ใน 1 วัน เรากินอาหารที่ไม่จำกัดแคลอรี กินเกินกว่าความสามารถในการเผาผลาญของร่างกาย

หันมากินมังสวิรัติบ้าง ตอนนี้กระแสการกินอาหารมังสวิรัติในวันเกิดของตัวเองกำลังเป็นที่นิยม โดยมีจุดเริ่มต้นจากความคิดในการทำบุญ ใน 1 อาทิตย์หรือ 1 เดือน เราอาจจะเลือก 1 วันที่เราจะกินอาหารมังสวิรัติขึ้นมาและตั้งใจทำให้ได้ การกินมังสวิรัติก็เหมือนกับการดีท็อกซ์ร่างกาย แถมยังได้ความสุขทางใจ สุขภาพจิตก็ดีขึ้น

เคี้ยวอาหารให้ช้าลง ทุกวันนี้เราคงไม่ได้สังเกตตัวเองว่าในการกินอาหาร 1 มื้อ เราใช้เวลารวดเร็วมาก ๆ แทนที่จะได้ดื่มต่ำกับรสชาติอาหาร กลับรีบเคี้ยวกลืน และกินให้ไว้ไว้ก่อน ซึ่งถ้าเราลองเปลี่ยนมาเคี้ยวอาหารให้ช้าลง เคี้ยวได้ละเอียดขึ้นจะช่วยทำให้อาหารดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย กระเพาะไม่ต้องทำงานหนัก และยังช่วยให้จิตใจสงบและผ่อนคลายอีกด้วย

พยายามกินอาหารให้ได้ทุกหมวดหมู่ เราอาจจะไม่ชอบกินอาหารบางชนิด อย่างบางคนที่ไม่ชอบรสชาติของอาหารบางอย่าง เราไม่ต้องถึงขนาดอดทนกล้ำกลืนกินเข้าไป แต่ให้ไปหาอาหารชนิดอื่นที่มีคุณค่าใกล้เคียงกันมากันมากินก็ได้ เพราะแทนที่จะฝืนทนกินให้จิตใจเครียดและปฏิเสธ แทนที่สุขภาพจะดีขึ้นแต่กลับจะแย่ลงเสียมากกว่า

ดื่มน้ำสะอาดให้พอเพียง หากไม่มีเวลาดื่มระหว่างวัน แนะนำให้ลองดื่มน้ำเปล่าตอนตื่นนอนวันละ 1-2 แก้ว และก่อนนอนอีก 1-2 แก้ว ก็ได้เพราะตอนเช้าระดับความเข้มข้นของเลือดสูง ร่างกายเราจะรู้สึกว่าขาดน้ำ ก่อนนอนก็ควรจะดื่มสัก 1-2 แก้ว เพื่อให้น้ำไปชำระล้างสิ่งตกค้างในลำไส้และกระเพาะอาหาร

เปลี่ยนตัวเองให้เป็นคนรักการออกกำลังกาย ทั้งนี้แม้คุณจะกินอาหารที่ดีเพียงใด แต่การออกกำลังกายก็ยังเป็นยาวิเศษที่ช่วยชะลอการเกิดโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ เราไม่จำเป็นจะต้องออกไปวิ่ง หรือเข้ายิมทุกวัน แต่ใช้เวลาว่างระหว่างวันเพียงแค่ 10 นาที ก็สามารถออกกำลังกายง่าย ๆ ได้ หรือใช้บันไดในการขึ้นลงระหว่างชั้นให้มากขึ้นก็ได้

การตั้งมั่นตั้งใจทำสิ่งใหม่ ๆ เป็นเรื่องดี อย่างการที่อยากจะปรับเปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ แต่หากทำโดยตั้งอยู่ในพื้นฐานของความเคร่งเครียดในการผลักคันตัวเองมากเกินไป จะทำรู้สึกไม่มีความสุข ความพยายามจะไม่เป็นผล ดังนั้นการจะเปลี่ยนตัวเองนั้น หากค่อย ๆ เปลี่ยนสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ทำจนเป็นกิจวัตรนิสัย เชื่อแน่ว่าสุขภาพดี จิตใจสงบ ความรู้สึกดี ๆ จะเกิดขึ้นกับตัวเราแน่นอน

ที่มา : http://health.kapook.com/view40138.html

วันอังคารที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

เผย 5 เคล็ด(ไม่)ลับ เลือกอาหารเพื่อสุขภาพตามช่วงอายุ

ช่วยให้สุขภาพดี ต้านอนุมูลอิสระ ห่างโรค



ปัจจุบันการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพในชีวิตประจำวัน เช่น บริโภคผักและผลไม้เป็นประจำทุกวัน โดยเลือกผักและผลไม้ที่มีสีต่างๆกัน ทำให้ร่างกายได้รับเส้นใยอาหารแลพไฟโตเคมิคัลที่มีคุณสมบัติเป็นสารต้านออกซิแดนท์ เช่น ไลโคฟีนในมะเขือเทศ แคโรทีนอยด์ในแครอท และคลอโรฟิลด์ในผักใบเขียว สารออกซิแดนท์เป็นสาเหตุของการแก่ก่อนวัยและการเกิดโรคภัยต่างๆ ความนิยมบริโภคถั่วเหลือง แหล่งโปรตีนจากพืชซึ่งปลอดภัยมากกว่าโปรตีนจากสัตว์ และการบริโภคน้ำมันพืชมีกรดไขมันจำเป็น พบมากในน้ำมันมะกอก รำข้าว ทานตะวัน และน้ำมันงา โดยเฉพาะการได้รับวิตามินอีซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ปัจจุบันน้ำมันพืชเข้ามามีบทบาทต่อผู้รักสุขภาพอย่างขาดไม่ได้

เคล็ดไม่ลับ 5 วิธีการเลือกอาหารเพื่อสุขภาพตามช่วงอายุ

การรู้จักเลือกรับประทานอาหารไม่เพียงแต่ช่วยเรื่องสุขภาพเท่านั้น หากยังเอื้อต่อความสวยความงามอีกด้วย ความจริงการเลือกอาหารให้เหมาะสมตามช่วงวัยก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยให้สุขภาพดีได้ เพราะในแต่ละช่วงอายุมีความแตกต่างกันในด้านพัฒนาการของร่างกายและลักษณะการดำเนินชีวิต วันนี้จึงขอเสนอเรื่องราวของอาหารที่เกี่ยวข้องกับช่วงอายุทั้ง 4 ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากแต่อย่างใดที่คุณจะลองทำตาม

วัยที่ขึ้นต้นด้วยเลข 2 ช่วงอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไปเป็นช่วงที่ร่างกายมีการพัฒนาและเติบโตเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเรียน การทำงาน และเป็นวัยที่ใช้ชีวิตอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ยิ่งมีการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวันมากเท่าไร ร่างกายก็ยิ่งเผาผลาญและใช้พลังงานมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้น ควรเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสม โดยเลือกรับประทานจำพวกเนื้อสัตว์และถั่วต่างๆ รวมถึงข้าวและแป้งมากเป็นอันดับหนึ่ง ตามด้วยผักผลไม้เป็นอันดับสอง ส่วนนมและอาหารทดแทนแคลเซียมต่างๆ เช่น เต้าหู้ ปลาเล็กปลาน้อย นมถั่วเหลืองเสริมแคลเซียม ตามมาเป็นอันดับสาม และให้ความสำคัญของไขมันเป็นอันดับสุดท้าย ปลาเป็นอาหารสมองที่ช่วยรักษาผนังเซลล์ประสาทในสมองให้แข็งแรง ไม่หลงลืมอะไรง่ายๆ ผักสีเขียวอย่างผักบุ้ง ผักกระเฉด ผักคะน้า ถั่วฝักยาว ช่วยบำรุงสายตา สร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง ผักผลไม้สีเหลืองอย่างกล้วยหอมก็ถือเป็นผลไม้คลายเครียดชนิดหนึ่ง

วัยที่ขึ้นต้นด้วยเลข 3 อายุขึ้นเลข 3 หลายคนเริ่มตกใจกลัว แต่การรู้จักเลือกรับประทานจะทำให้ผู้อื่นไม่สามารถเดาอายุคุณจากรูปร่างหน้าตาได้เลย ในช่วงเริ่มวัยผู้ใหญ่ความต้องการพลังงานยังคงอยู่ เพราะเป็นช่วงชีวิตของการทำงาน แต่ต้องเพิ่มความระมัดระวังในเรื่องของไขมันและโคเลสเตอรอลที่จะส่งผลกระทบกับรูปร่างหน้าตาภายนอกที่เห็นการเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจน นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายในอนาคตด้วย เพราะการรับประทานอาหารที่มีไขมันหรือโคเลสเตอรอลสูง เช่น หมูสามชั้น เนยแข็ง กะทิ เนยเทียม เป็นต้น จะสร้างปัญหาให้หลอดเลือดและหัวใจ แต่คุณสามารถเลือกรับประทานอาหารที่ช่วยลดไขมันและโคเลสเตอรอล เช่น ปลาทะเล ช่วยลดความดันโลหิต พวกถั่วเมล็ดแห้งอย่างถั่วแดง ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ช่วยลดความเสี่ยงจากโรคหัวใจ และมีโปรตีนสูงเพื่อให้พลังงานแทนสัตว์ใหญ่ได้อีก อาหารจำพวกข้าว ธัญพืชไม่ขัดสี อย่างข้าวซ้อมมือ ขนมปังโฮลวีท มีใยอาหารสูง ช่วยให้อิ่มท้องนานและส่งผลดีต่อระบบลำไส้

วัยที่ขึ้นต้นด้วยเลข 4 วัยทองถูกเรียกแทนวัย 40 ปีขึ้นไป เนื่องจากสภาพร่างกายเริ่มเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะผู้หญิง ส่วนผู้ชายวัยนี้ก็จะเริ่มมีโรคต่างๆที่ไม่เคยออกอาการ ซึ่งเรียกกันว่าเป็น “วิถีทางธรรมชาติ” แต่ทั้งนี้การชะลอวัยหรือป้องกันโรคต่างๆที่มากับวัยไม่ได้ยุ่งยากเกินกว่าที่เราจะทำได้ สำหรับช่วงวัยนี้ความต้องการพลังงานจะลดลง แต่ความต้องการแคลเซียมและวิตามินต่างๆเพิ่มขึ้น ซึ่งจะได้รับจากผักผลไม้ที่มีกากใยอาหารสูง แล้วยังมีสารต้านอนุมูลอิสระอย่างวิตามินซีจากอาหารที่หารับประทานได้ง่าย เช่น ส้ม ฝรั่ง มะเขือเทศ แคนตาลูป ส่วนอาหารที่มีวิตามินอี ได้แก่ น้ำมันพืช เนยถั่ว ถั่วลิสง อัลมอนด์ นอกจากนี้ควรรับประทานเต้าหู้ โปรตีนไขมันต่ำ ซึ่งให้แคลเซียมมากกว่าเนื้อสัตว์อย่างอื่น แต่ไม่ควรลืมหลีกเลี่ยงอาหารที่เป็นตัวเร่งความแก่ให้เร็วขึ้น เช่น อาหารไขมันสูงประเภททอดกรอบหรือผัดน้ำมันมากๆ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเครื่องดื่มกาเฟอีนทั้งหลาย

วัยที่ขึ้นต้นด้วยเลข 5 การก้าวเข้าสู่ช่วงวัย 50 เป็นต้นไปนั้นไม่ได้ส่งผลต่อร่างกายอย่างเดียว แต่ยังส่งผลต่อสภาพจิตใจด้วย เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับวัยนี้คุณควรเข้าใจการทำงานของร่างกายที่มีประสิทธิภาพลดลง โดยเฉพาะระบบการย่อยการดูดซึมอาหาร ทำให้ร่างกายขาดสารอาหารบางอย่าง ช่วงนี้คุณอาจไม่รู้สึกกระหายน้ำเท่าไหร่ แต่ควรดื่มน้ำให้สม่ำเสมอ อย่างน้อยวันละ 8-12 แก้ว เพื่อป้องกันการขาดน้ำโดยไม่รู้ตัว ควรรับประทานคาร์โบไฮเดรตให้น้อยลงและพยายามเลือกชนิดไม่ขัดสี เน้นอาหารจำพวกปลาเพื่อไม่ให้ขาดโปรตีน ที่สำคัญคือเป็นเนื้อสัตว์ที่ย่อยง่าย

วัยนี้จะพบปัญหากระดูกเปราะ กระดูกพรุนอย่างชัดเจน ดังนั้น ควรได้รับแคลเซียมอย่างเพียงพอ อาหารแคลเซียมสูงอยู่ในนม โยเกิร์ตชนิดครีม เนยแข็ง หรือแม้แต่ปลาตัวเล็กตัวน้อย พวกผักใบเขียวก็มี เช่น คะน้า กวางตุ้ง และบรอกโคลี จะช่วยลดปัญหาเรื่องกระดูกให้รุนแรงน้อยลง การแก้ไขภาวะขาดน้ำอาจให้ดื่มน้ำสมุนไพร เช่น กระเจี๊ยบ เก๊กฮวย น้ำใบเตย นอกเหนือจากน้ำเปล่า เพราะช่วยบรรเทาโรคบางอย่างและให้ประโยชน์กว่าการดื่มเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน

สิ่งสำคัญไม่ว่าคุณจะอยู่ในช่วงวัยใดควรดูแลเรื่องการกินอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นโรคหรือไม่ก็ตาม เพราะคนส่วนใหญ่มักจะดูแลตัวเองเมื่อพบว่าตัวเองมีโรคหรือมีปัญหาสุขภาพแล้วเท่านั้น นอกจากนี้การเพิ่มกิจกรรมเคลื่อนไหวระหว่างวันให้มาก ทำบ่อยๆจนติดเป็นนิสัย จะช่วยให้สุขภาพดีมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะประโยชน์ด้านระบบการไหลเวียนเลือด ควบคุมน้ำหนักตัว และลดความเครียดของร่างกายได้

รณรงค์ลดการบริโภคอาหารฟาสต์ฟู้ด



รณรงค์ลดการบริโภคอาหารฟาสต์ฟู้ด